
เล็งเปิดเสรีค้าก๊าซธรรมชาติ
เล็งเปิดเสรีค้าก๊าซธรรมชาติ ต้องชั่งน้ำหนักผลประโยชน์รัฐ-ประชาชน : คอลัมน์รายงานพิเศษวันจันทร์ : โดย...วัชระ ปุษยนาวิน
สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติทั้งในภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า และการขนส่งเพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในบ้านเราก็ถูกกดดันจากราคาตลาดโลกจนต้องทยอยปรับราคา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่เป็นผู้ค้าก๊าซธรรมชาติเพียงรายเดียว มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติได้ดีเพียงพอหรือไม่ หรือควรจะเปิดให้มีบริษัทผู้ค้าก๊าซแห่งอื่นเข้ามาแข่งขัน
เล็งเปิดเสรีผู้ค้าก๊าซธรรมชาติ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากโครงสร้างธุรกิจก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน ถือได้ว่ายังเป็นระบบผูกขาดจาก ปตท.เพียงรายเดียวตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้ขาดการแข่งขัน และพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงมีแนวคิดที่จะสร้างขีดการแข่งขันในธุรกิจนี้ โดยได้ทำการศึกษาแนวทางในการเปิดเสรีการแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ เปิดให้บริษัทเอกชนอื่นเข้าสู่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา และการให้บริการ ทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
"ในภูมิภาคนี้ ประเทศสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และอินเดีย มีการแข่งขันในธุรกิจปิโตรเลียมอย่างเสรี ส่วนประเทศไทย และมาเลเซีย ยังเป็นกึ่งการผูกขาดจากบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล ซึ่งในส่วนของประเทศไทย มองว่า หากมีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติอีกเพียง 1 ราย ก็น่าจะพอเพียง ที่จะทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติลดลง" แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ ในปัจจุบันกฎหมายได้เปิดช่องให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเชื่อมต่อขายก๊าซผ่านท่อได้ เพียงแค่ให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกใบอนุญาตก็สามารถเข้ามาได้ทันที แต่ยังติดกฎระเบียบบางประการที่กำหนดให้โครงข่ายท่อก๊าซต้องให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการ โดยปัจจุบันมี บมจ.ปตท. ที่ได้ทำสัญญาระยะยาวเช่าโครงข่ายท่อก๊าซมาจากกระทรวงการคลัง หากไม่แยกท่อก๊าซให้มาเป็นบริษัทที่บริหารงานอย่างอิสระก็ไม่สามารถเปิดให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมได้ อย่างไรก็ตาม กกพ.จะต้องกำหนดกติกาให้มีการแข่งขันได้จริง และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน และประชาชนใช้ก๊าซธรรมชาติได้ราคาถูกที่สุด
ต่างชาติสนใจลงสนามแข่งขัน
ด้านนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า การเปิดให้เอกชนหลายรายเข้ามาแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะเป็นผลดีกับประชาชน เพราะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ส่วนผลด้านลบจะมีเพียงการลงทุนขยายเครือข่ายท่อก๊าซ ที่ภาครัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพราะใช้เงินลงทุนสูงมาก
"การจะดึงดูดให้บริษัทอื่นเข้ามาขายก๊าซแข่งกับ ปตท.ได้นั้น ในเบื้องต้นจะต้องแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ที่ได้ทำกับโรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาวนานกว่า 20 ปี โดยจะต้องให้ ปตท.ระงับการทำสัญญาใหม่ทั้งหมด และหากจะต้องยกเลิกสัญญาเก่า ก็จะต้องหามาตรการรองรับ เพื่อให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด" นายวีรพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้จะต้องดึงคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ปตท.เป็นผู้ลงทุน ให้ออกมาเป็นของรัฐบาล และเปิดให้ภาคเอกชนรายต่างๆ เข้ามาประมูลบริหารจัดการคลังก๊าซแอลเอ็นจี โดยผู้ค้าก๊าซที่ต้องการเข้ามาแข่งขัน เพียงแต่นำก๊าซแอลเอ็นจีเข้ามาเก็บไว้ที่คลัง จากนั้นผ่านกระบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซธรรมชาติต่อเข้าระบบท่อขายให้กับโรงไฟฟ้าต่างๆ
ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายนั้น เห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะ กกพ.มีอำนาจในการส่งเสริมการแข่งขันได้อยู่แล้ว โดย กกพ.จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การแข่งขัน ราคาค่าผ่านท่อ และมาตรฐานก๊าซธรรมชาติ โดยในต่างประเทศได้กำหนดค่าผ่านท่อในอัตราเดียวกัน ทุกบริษัทจัดหาก๊าซเข้ามาขายผ่านท่อในราคา และสิทธิประโยชน์ที่ต่างกัน เพื่อให้โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อก๊าซของบริษัทใด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีบริษัทต่างชาติบางรายเข้ามาติดต่อกระทรวงพลังงานเพื่อขอเข้ามาแข่งขันในธุรกิจนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะยังไม่มีความชัดเจนในหลักเกณฑ์การแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หากกฎระเบียบต่างๆ ออกมาชัดเจนคาดว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับสัมปทานแหล่งก๊าซภายในประเทศ เช่น ปตท.สผ. ยูโนแคล เชฟรอน แอคซอนโมบิล เป็นต้น เพราะบริษัทเหล่านี้มีการเชื่อมต่อโครงข่ายท่อก๊าซอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มกำลังการผลิตก็สามารถเข้ามาแข่งขันได้ทันที
แนะยกเลิกสิทธิพิเศษรัฐวิสาหกิจของปตท.
ขณะที่ นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า แนวทางการแยกกิจการก๊าซธรรมชาติให้มีการแข่งขันอย่างเสรีเป็นความคิดที่ดี ซึ่งแนวทางที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในขั้นแรกจะต้องแยกระบบท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลให้มาเป็นของรัฐบาลก่อน จากนั้นเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาประมูลบริหารจัดการระบบท่อก๊าซ ซึ่งอาจจะแยกประมูลทีละเส้น หรือประมูลทั้งโครงข่าย โดยคัดเลือกจากผู้ที่ไห้ผลประโยชน์ตอบแทนกับรัฐ และมีค่าบริการผ่านท่อต่ำที่สุดเข้ามาบริหารงาน
"สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน ความมั่นคง และความปลอดภัย รวมทั้งดูแลไม่ให้บริษัทบริหารจัดการท่อก๊าซมีการลงทุนที่ไม่จำเป็น แล้วผลักภาระมาให้ประชาชน ส่วนเรื่องของราคาก๊าซนั้น รัฐอย่างไปแตะต้องอย่างเด็ดขาด ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเต็มที่ จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด" นายอิฐบูรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ กกพ.จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ให้บริษัทผู้ขายก๊าซ และบริหารท่อก๊าซส่งรายละเอียดการดำเนินงานอย่างละเอียด และต้องควบคุมไม่ให้เกิดการควบรวมกิจการ รวมทั้งจะต้องยกเลิกสิทธิพิเศษการเป็นรัฐวิสาหกิจของ ปตท. ซึ่งปัจจุบัน ปตท.แทบจะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว มีเพียงแต่การส่งบัญชีให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการบริหารงานได้ หากต้องการให้มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะต้องปล่อยให้ ปตท.ดำเนินงานอย่างอิสระ ที่ผ่านมารัฐบาลเลือกที่จะให้สิทธิพิเศษกับ ปตท. เพื่อกระตุ้นตัวเลยจีดีพีให้เติบโต ดังนั้นถ้ารัฐบาลไม่ยกเลิกสิทธิพิเศษนี้ ก็จะทำให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขันได้ลำบาก
ห่วงผลประโยชน์ชาติตกในมือเอกชน
อย่างไรก็ตาม แม้การเปิดแข่งขันเสรีจะทำให้ประชาชนได้ใช้ก๊าซในราคาที่ถูกลง แต่อาจมีผลกระทบที่คาดไม่ถึง นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การจะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีจริง รัฐบาลจะต้องปลดล็อกสัญญาสัมปทานที่กำหนดให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมจะต้องขายน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติให้ ปตท.เพียงบริษัทเดียว ซึ่งจะทำให้ทุกบริษัทเข้ามาแข่งขันกับ ปตท.ได้
"หากเป็นเช่นนี้จริง อาจทำให้ผลประโยน์ของชาติตกไปอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติ แทนที่จะตกอยู่กับรัฐวิสาหกิจของรัฐ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องชั่งผลดีผลเสียให้ชัดเจนว่า ท้ายที่สุดทางเลือกใดจะเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนมากที่สุด" นายมนูญกล่าว
สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท.นั้น ในปี 2552 มีรายได้รวมจากธุรกิจก๊าซทั้งหมด 341,081 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 21% ของรายได้ทั้งหมด ปี 2553 มีรายได้ 402,943 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.82% และในปี 2554 มีรายได้ 449,525 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.16% โดยผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติรายใหญ่คือ กลุ่มลูกค้าผู้ผลิตไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก และจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมโดยตรงผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำนวนลูกค้าอุตสาหกรรมมีทั้งสิ้น 272 ราย
.......................................
(เล็งเปิดเสรีค้าก๊าซธรรมชาติ ต้องชั่งน้ำหนักผลประโยชน์รัฐ-ประชาชน : คอลัมน์รายงานพิเศษวันจันทร์ : โดย...วัชระ ปุษยนาวิน)



