ข่าว

สัมผัสรักแท้สาวไทยหัวใจซูดาน

สัมผัสรักแท้สาวไทยหัวใจซูดาน

03 มิ.ย. 2555

สัมผัสรักแท้ 'คุณเก๋' สาวไทยหัวใจซูดาน : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย ... ดลหมาน ณ ไคโร

          เขาว่ากันว่า “การรักใครสักคนด้วยหน้าตา เวลาอันสั้น มักรักไม่ยืด จืดชืดเมื่อเวลาพ้นผ่าน แต่ถ้าการรักใครสักคนเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ ไม่ว่าจะแตกต่างกันแค่ไหน เชื่อไหม รักนี้ชั่วนิรันดร์”

 

          เมื่ออาทิตย์ก่อนโน้น เปิดโลกวันอาทิตย์ ได้นำท่านผู้อ่านท่องไปในประเทศซูดาน ซึ่งผมเองก็ยังรู้สึกติดตาตรึงใจไม่ลืมเหมือนกัน ยังคงจำได้ถึงรอยยิ้มฟันขาวของชายร่างผอมๆ สูงๆ ผิวดำ เห็นท่านั่งยองๆ เขาเกือบถึงศีรษะสาววัยกลางคนนั่งขายน้ำชา กล้วยถูกแขวนไว้ตามต้นควินิน ใครผ่านไปมาเลือกซื้อได้ง่ายแถมไม่ช้ำอีกต่างหาก เป็นความคิดดีเลยทีเดียว บอกได้คำเดียวว่ารักเธอเข้าอย่างจัง ซูดาน เอ๊ยยย

          ระหว่างการเดินทางครั้งนั้น ผมได้เจอสาวไทยหอบลูกสามคนมาทำหนังสือเดินทางตั้งแต่เช้า โดยมีชายหนุ่มยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ คงได้แต่ยืนยิ้มเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังคุยกับภรรยาเขาอยู่ด้วยภาษาไทย แววตาชายหนุ่มดูจะเดาเอาความจากแววตาผู้เป็นภรรยา และคงรู้ว่ากำลังพูดอะไรกันอยู่อย่างแน่นอน ทั้งหมดนั้นคือ “ความห่วงใย” ที่ผู้เป็นสามีพยายามจะเข้าถึงความรู้สึกของภรรยา และฝ่ายภรรยาเองก็มองด้วยสีหน้ายิ้มๆ ทุกครั้งที่หันไปมองสามี แค่นี้ก็รู้ว่าเป็นคู่รักที่ห่วงใยกันจริงๆ จึงมาเป็นประเด็นให้ “เปิดโลกวันอาทิตย์” ทำการพิสูจน์รักแท้ของหนุ่มซูดานกับสาวไทยกับคำพูดคำนี้

          “สำหรับผู้ชายคนนี้ เก๋มองผ่านความดำ แต่กลับมาลงลึกสู่จิตใจมากกว่า เขาเป็นคนดี เป็นคนตรงไปตรงมา จริงจังกับชีวิต แม้จะเป็นคนฐานะไม่ร่ำรวย แต่ไม่ใช่ปัญหาของความรักที่เขามีให้ ไม่เคยกลัวคนนินทาเรื่องผิวดำและไม่มีเรื่องนั้นอยู่ในหัวสมองสักนิดเดียว” 

          นางเอกของเรื่องนี้ก็คือ น.ส.สุวพร มากนุ่ม ชื่อเล่นว่า “เก๋” เป็นคนกรุงเทพมหานคร และได้ใช้ชื่อเป็นภาษาอารบิกว่า “ฟาตีมะห์” ก็เหมือนหญิงไทยหลายๆ คนที่แต่งงานหรือเรียนในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารมักจะเปลี่ยนชื่อ เพื่อสะดวกในการเรียกชื่อตัวเอง อย่างเช่นชื่อเล่นว่า “ต้อย” เป็น “แนนซี่” อะไรประมาณนี้ คุณเก๋ก็เช่นกัน และพระเอกของเราในเรื่องก็คือ นายอักรอม อับดุลเลาะห์ ซาอีด เป็นคนคาร์ทูม ประเทศซูดาน

          เก๋เล่าว่ากว่าสิบปีแล้วที่ได้ร่วมชีวิตกันมา ตั้งแต่ปี 2543 การเริ่มต้นชีวิตคู่ไม่ได้มีการค้นหาความรัก ไม่ได้ต้องการใช้สื่อเพื่อหาคู่รัก หรือใช้อินเทอร์เน็ตเหมือนคนทั่วไปสมัยนี้ ความรัก คู่รักเมื่อมี มันก็มีขึ้นมาเองโดยไม่ต้องแสวงหา นี่คือสิ่งที่เก๋ได้เรียนรู้มา "เชื่อไหมว่า ตอนนั้นเก๋พักอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และเก๋กำลังอกหักจากแฟนมาหมาดๆ ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีแฟนแล้วจู่ๆ วันหนึ่งเขาทิ้งเราไป ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ ท้อแท้ บังเกิดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ชายผิวดำซึ่งพักอยู่ห้องใกล้กัน เห็นกันอยู่ทุกวันได้แค่เพียงยิ้มให้ แต่วันนี้เขากลับเข้ามาเป็นเพื่อนและคอยปลอบใจอยู่ตลอดเวลาที่ทุกข์ใจ" 

          จากคนที่เคยมองผ่านๆ วันนี้กลับเข้ามาเป็นเพื่อนที่คอยให้หายเหงา และให้กำลังใจที่จะสู้กับชีวิตนี้อย่างมีความหวัง กว่าหนึ่งปีที่ได้รับการเอาใจใส่จากหนุ่มผิวดำ คือ นายอักรอม เมื่อเห็นว่าผู้ชายคนนี้คือผู้ที่ช่วยให้ชีวิตมีความหวังและจากความสุภาพนิ่มนวล เอาอกเอาใจเก่ง ไม่เคยงอน ไม่เคยพูดหยาบคายให้ต้องเสียความรู้สึก และดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงได้ดีทีเดียว จึงกลายมาเป็นความรักความไว้ใจ จึงตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่กันในที่สุด

          แต่ความรักครั้งนี้ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรักต่างศาสนาซึ่งเก๋นับถือศาสนาพุทธ แต่อักรอมนับถือศาสนาอิสลาม เพราะความรักและเห็นถึงหัวใจของผู้ชายผิวดำที่อยู่ต่อหน้านี้ได้อย่างชัดเจน เก๋จึงตัดสินใจเข้านับถือศาสนาอิสลามและแต่งงานแบบอิสลามโดยเพื่อนๆ ทางฝ่ายชายเป็นคนจัดพิธีทางศาสนาให้ มีเพื่อนๆ ไม่กี่คนเข้าร่วมแสดงความยินดี โดยทั้งคู่ไม่ได้บอกพ่อแม่ทางบ้านแต่อย่างใด ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหนึ่งปี หลังจากนั้นจึงไปหาพ่อแม่และแนะนำสามีให้ทุกคนรู้จักภายในครอบครัว ความรักราบรื่น มีความสุขด้วยดีในชีวิตกรุงเทพฯ 

          แต่แล้วอุปสรรคชีวิตก็ถาโถมเข้ามา เหมือนเป็นการพิสูจน์รักของทั้งคู่อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่เก๋ตั้งครรภ์ สามีถูกจับเนื่องจากไม่มีหนังสือเดินทาง และต้องโทษถูกขังอยู่ในคุก 9 เดือน โอ้...ชีวิตรักทำไมต้องเศร้า เหมือนละครอย่างนี้

          9 เดือนที่เก๋ต้องเข้าออกจากบ้านสู่เรือนจำ ด้วยความลำบากใจจริงนัก ท้องก็โตขึ้นทุกวัน ผู้เป็นสามีก็โดนจับ ความยากลำบากก็ตกหนักอยู่ที่เก๋ แต่เพราะความรักที่ได้ทุ่มชีวิตให้ผู้ชายผิวดำคนนี้ไปแล้ว ทุกอย่างไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เก๋ยังคงรักษาความรักและให้กำลังใจสามีมาโดยตลอดในตอนที่ติดคุกอยู่แม้จะไม่มีเงินประกันตัวออกมาก็ตาม จนในที่สุดพระเจ้าก็เข้าข้างคนดี เมื่อเก๋ได้พบกับองค์กรการกุศลองค์กรหนึ่งและได้ขอให้ช่วยเหลือสามีให้พ้นออกมาจากคุก เหมือนพระเจ้าขีดเส้นไว้ให้แล้วสำหรับเก๋ องค์กรดังกล่าวจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทำให้สองสามีภรรยาได้พบเจอโดยปราศจากกรงเล็กอีกครั้ง ยิ่งเพิ่มความรักให้แก่ทั้งสองจนแยกกันไม่ได้ หลังจากที่ฝ่ายชายพ้นโทษมาแล้ว องค์กรกุศลนี้ ได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องตั๋วเครื่องบินเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดส่งครอบครัวเก๋ ทั้งสามีภรรยาและลูกน้อยซึ่งเป็นทารกผู้ชายเดินทางกลับประเทศซูดานในทันที

          เมื่อมาถึงประเทศซูดาน ดินแดนถิ่นฐานบ้านเกิดของผู้เป็นสามี ได้เห็นความรักของความเป็นพี่น้องของสามี ทุกคนดูมีความสุขที่อักรอมกลับพร้อมๆ กับดีใจที่มีหลานรักติดมาด้วย ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ สามีก็ยังทำหน้าที่คอยดูแลมิได้ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังมีความรักเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าเพราะรู้ว่า ภรรยาคงไม่ชินกับประเทศแถบนี้ในช่วงเริ่มแรกที่มาถึงซูดาน อักรอมยังคงทำหน้าที่สามีที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยังคงให้เกียรติภรรยา และดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ เรื่องแคร์ความรู้สึกเรื่องนี้ยกให้ผู้ชายคนนี้ไปเลย แต่ก็มีบ้างบางเวลาที่มีงอนกันตามประสาชีวิตคู่ทั่วไป ทุกวันนี้ชีวิตครอบครัวมีความสุขดี แม้ฐานะจะไม่ร่ำรวยโดยสามียึดอาชีพเปิดร้านเกมเล็กๆ และตัวเองทำหวานเย็นขายให้เด็กๆ ในละแวกนั้น ได้เป็นค่าขนมของลูกๆ ให้พ้นไปในแต่ละวัน

          นับวันลูกๆ ก็โตขึ้น ลูกชายคนโต ตอนนี้อายุ 9 ขวบ ลูกสาวคนกลาง 6 ขวบครึ่ง และลูกสาวคนเล็ก 2 ขวบครึ่ง ชีวิตครอบครัวก็ต้องมีการขยับขยายขึ้น ชีวิตการเป็นอยู่ในซูดาน ดีที่พวกเขายึดความพอเพียง พออยู่ พอมีกิน ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนแข่งกับใคร อยู่ไปกับชีวิตวันๆ แต่เพราะห่างจากเมืองไทยมาหลายปี บางครั้งเก๋รู้สึกน้ำตาไหล คิดถึงพ่อแม่พี่น้องทางเมืองไทย เพราะจากกันมานาน ไม่เคยได้กลับไปอีกเลย หลายครั้งที่มีปัญหากับสามีเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว และก็เข้าใจฐานะทางครอบครัวหาเช้ากินค่ำที่ตัวเองเป็นอยู่ ทุกครั้งที่เห็นลูกน้อยมีความสุข มีเสียงหัวเราะ ทำให้ลืมความทุกข์ใจไปชั่วขณะ และพยายามคิดถึงอนาคตของลูก ทำให้ต้องฝืนอยู่ต่อไปให้ได้ 

          โชคดีที่มีสามีเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดดี โดยเฉพาะการวางอนาคตให้แก่ลูกๆ ทั้งสามคน ทุกครั้งที่คุยกันสามีจะพูดถึงเรื่องการศึกษาของลูก อยากให้ลูกได้ศึกษาสูงๆ มีหน้าที่การงานที่ดี แม้ตัวเองจะเหนื่อยอย่างไรก็ต้องทนเพื่อลูกที่นอนเรียงรายกันอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ หลังนี้ เก๋เป็นต้องยิ้มทุกครั้งที่ได้เห็นถึงความหนักแน่นของสามีและการทำหน้าที่ของผู้ชายที่ดีคนหนึ่งอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่องตลอดมากว่าสิบปีที่คบกันมา ความรักของเขาไม่เคยจืดจางไปเลยจริงๆ

          ชีวิตในแต่ละวันของชาวซูดาน ชาวซูดานเป็นคนเรียบร้อย พูดจานุ่มนวล ดูๆ ไปก็คล้ายคนไทย เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ มีรอยยิ้มและทักทายกันตลอดเวลา หากจะถามถึงชีวิตคู่ก็มีความสุขตลอดมา ไม่ต้องกลัวเรื่องสามีมีชู้หรือมีกิ๊กมีอะไรทำนองนี้ เพราะเขามีศาสนาไว้เป็นแนวทางเดินที่ชัดเจน ทุกอย่างอยู่ในกฎของตัวมันเอง เรื่องปัญหาที่เก๋ พบในตอนแรกที่ไปซูดาน คือเรื่องขนมปังซึ่งที่นี่เขายึดขนมปังเป็นอาหารหลักซึ่งต่างจากคนไทยเรา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในเรื่องนี้ เพราะซูดานมีของกินเยอะแยะอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง เป็นประเทศที่เมื่ออยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย 

          ในความคิดของเก๋เรื่องความรัก เก๋บอกว่า “เรื่องความรักแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ความรักไม่ได้เกิดขึ้นแค่รูปภายนอก หน้าตา ผิวพรรณ หรือความร่ำรวย แต่ให้นึกถึงความสบายใจเป็นหลัก ต่อให้รวยล้นฟ้า ถ้าไม่รักก็คงไม่มีความสุข”

          ผมนั่งพิมพ์ไป ยิ้มไปด้วยความสุข เหมือนมีชายดำๆ ฟันขาวๆ มายืนอยู่ตรงหน้ายังไงยังงั้น และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่เก๋พูดมาและกำลังประสบอยู่คือความจริง เพราะประเทศนี้เป็นประเทศที่อยู่แบบพอเพียงและเพียงพอจริงๆ เสน่ห์ของประเทศซูดานก็มีหลากหลาย แต่เสน่ห์ผู้ชายซูดานผิวดำๆ ฟันขาวๆ ก็เป็นเช่นนี้แล... 

          อย่างนี้เห็นทีชายไทยต้องพัฒนาเสน่ห์ที่งดงามมาจากหัวใจกันบ้างแล้วล่ะ อย่ามัวแต่สร้างฐานะ สร้างภาพ สร้างกรอบ เลียนแบบดารา คนดัง จนบางครั้งบกพร่องเรื่องหน้าที่สามีที่ดีไปเสียล่ะ เดี๋ยวจะขายหน้าหนุ่มหน้ามนคนผิวดำนะจ๊ะ...โอ๊ะ โอ๊ะ ลืมไป เมื่อครั้งก่อนที่เขียนเรื่องซูดานนั้น คำเตือนเรื่องการไปทำงานที่ซูดานนั้นเป็นคำเล่าลือและบอกต่อๆ กันมาของแรงงานไทย แต่จะว่าไปแล้วไม่ว่าประเทศไหนในโลกส่วนใหญ่ก็จะมีการเตือนกันอย่างนี้อยู่เสมอ อียิปต์ประเทศที่ผมอยู่เองก็น้อยซะที่ไหนล่ะ...ไว้โอกาสดีๆ จะนำมาเล่าสู่กันฟังนะจ๊ะ

 

 

----------

(หมายเหตุ : สัมผัสรักแท้ 'คุณเก๋' สาวไทยหัวใจซูดาน : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย ... ดลหมาน ณ ไคโร)

----------