ข่าว

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:มีไม่กี่เรื่องที่สำคัญ

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:มีไม่กี่เรื่องที่สำคัญ

03 มิ.ย. 2555

คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : มีไม่กี่เรื่องที่สำคัญ : โดย ... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

          นึกขำตัวเองที่เพิ่งโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า ชีวิตคนเราคงมีเรื่องให้ครุ่นคิดแค่ไม่กี่เรื่อง คือ เมื่อไหร่จะผอม…เมื่อไหร่จะผอม และเมื่อไหร่จะผอม ทำเอาโดนค่อนแคะจากบรรดาเพื่อนในเฟซบุ๊กทำนองว่า “หมกมุ่นแต่เรื่องความสวยความงาม” ก็เห็นจริงตามแบบที่เขาค่อนแคะ

 

          จริงๆ แล้วเรื่องที่โพสต์เป็นแค่โจ๊ก หรือขำๆ พอให้ทั้งคนเขียนและคนอ่านคลายเครียด เพราะถ้าจะถามกันว่า มีเรื่องกี่เรื่องในชีวิตซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องคิด ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนาหรือเสวนาเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง หรือโอกาสสร้างความร่ำรวย ก็ดูเหมือนผู้คนจะให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม จนต้องรับจองที่นั่งกันไม่หวาดไม่ไหว แม้กระทั่งเมื่อไปเดินดูหนังสือในร้านหนังสือ ก็พบว่า หนังสือขายดีส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการสร้างความมั่งคั่งทั้งนั้น

          จะน่าแปลกก็แค่ว่า เรื่องการสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว แต่ทำไมจึงยังเป็นเรื่องคนขวนขวายไม่หยุด เหมือนค้นพบแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ยังไม่สามารถค้นพบได้ว่า จะทำอย่างไรให้ได้สิ่งที่ต้องการ หรือแม้แต่ค้นพบแล้วว่า ต้องทำอย่างไร แต่ในความเป็นจริง กลับยังไม่สามารถทำอย่างนั้นได้

          ปัจจัยสกัดความมั่งคั่งของมนุษย์นั้นมีอยู่มากมาย การไม่ยอมตั้งเป้าหมายในชีวิตนั่นก็ใช่ ความไม่มีวินัยนั่นก็ใช่ หรือแม้แต่ไม่ยอมลงมือจัดสรรและบริหารเงิน นั่นก็ใช่อีกเหมือนกัน

          อาจเป็นเพราะ “วังวน” แบบนี้ ทำให้เวทีเสวนาเรื่องชี้ช่องรวย ยังคงล้นหลามไปด้วยผู้คน เช่นเดียวกับหนังสือขายดีที่ยังต้องว่าด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ

          ในขณะที่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่า ถึงทำทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย ลงมือจัดสรรและบริหารเงินอย่างมีวินัย แต่ชีวิตก็ยังห่างไกลจากคำว่า “มั่งคั่ง” หรือ “อิสรภาพทางการเงิน” เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปทบทวนว่า ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นตอนไหนและอย่างไร    

          บังเอิญว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสคุยกับผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 2 แห่งที่กำลังเสนอขายกองทุนใหม่ และให้บังเอิญอีกว่า เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนเหมือนๆ กัน ภายใต้หลักคิดเดียวกัน เรื่องรายละเอียดของกองทุนก็เรื่องหนึ่ง แต่หลักคิดในการลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่นี่น่าสนใจทีเดียว

          กองทุนแรก ได้แก่ “กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (5)” ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเป็นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเติบโตสูง ซึ่งจะตั้งเป้าผลตอบแทนไว้ที่ 10% ดังนั้น เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนปรับเพิ่มขึ้นจาก 10 บาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้น ไปถึงระดับ 11 บาทในวันใดวันหนึ่ง กองทุนนี้ก็จะคืนเงินต้นบวกผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุน

          ส่วนอีกกองทุน ได้แก่ “กองทุนเปิดบัวหลวง ทริกเกอร์ 5 (11%)" ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.บัวหลวง จำกัด ซึ่งนโยบายลงทุนก็เหมือนกัน คือ ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพียงแต่กองทุนนี้ตั้งผลตอบแทนไว้ 11% และตั้งกรอบระยะเวลาการลงทุนไว้ 18 เดือน หมายความว่า ภายใต้ระยะเวลา 18 เดือน หากกองทุนให้ผลตอบแทน 11% ณ วันใดวันหนึ่ง กองทุนก็จะคืนเงินต้นบวกผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุน แต่หากครบกำหนด 18 เดือนแล้ว กองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่ตั้งไว้ กองทุนก็จะคืนเงินลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งอาจเป็นเงินต้นบวกผลตอบแทนที่ได้ ณ วันปิดกองทุน หรือผู้ลงทุนอาจจะขาดทุน คือ ได้เงินต้นคืนไม่ครบ

          ขณะที่กองทุนแรกไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการปิดกองทุน ดังนั้น หากผลตอบแทนไม่ถึงเป้าหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาลงทุน 24 เดือนไปแล้ว ผู้ลงทุนสามารถขายคืนได้ในราคาตามมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันนั้น ซึ่งอาจจะติดลบ หรืออาจจะให้ผลตอบแทนไปจนถึง 9% 

          ข้อแตกต่างของกองทุนนี้ อยู่ที่เรื่องของเงื่อนเวลาที่ถูกกำหนดขึ้น ส่วนที่เหลือก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ถ้าจะตัดสินใจเลือกซื้อกองใดกองหนึ่งก็อาจพิจารณาจากข้อแตกต่างตรงนี้ ที่ บลจ.บัวหลวง บอกว่า เข้าพร้อมกันออกพร้อมกัน รับผลตอบแทนและความเสี่ยงเท่ากัน ขณะที่ บลจ.ไอเอ็นจี บอกว่า ให้สิทธินักลงทุนในการเลือกกำหนดผลตอบแทนของตัวเอง โดยไม่มีระยะเวลาเป็นตัวกำหนด พอใจตรงนั้นก็ขายตรงนั้น หากว่าลงทุนไป 2 ปีแล้ว ผลตอบแทนยังไม่เข้าเป้าหมายที่ 10% ซึ่งทั้งสองกองทุนจะเสนอขายจนถึงวันที่ 6 มิถุนายนนี้

          ถ้าสนใจไอเอ็นจี ก็เดินไปแบงก์ทหารไทย ถ้าสนใจบัวหลวง ก็เดินไปแบงก์กรุงเทพ

          อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ที่ "หลักคิด" ของกองทุน “ทริกเกอร์” ที่น่าสนใจ และน่าจะเป็น “คีย์ ออฟ ซัสเซส” หรือกุญแจแห่งความสำเร็จของการลงทุนได้

          ทั้ง บลจ.ไอเอ็นจี และ บลจ.บัวหลวง ใช้กลยุทธ์การลงทุนคล้ายๆ กัน นั่นคือ การเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งหมายถึงการคัดกรองสินทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุนว่า มีอนาคตที่ดีจริงๆ แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะการซื้อหุ้นที่ดี ในราคาที่แพงเกินไป ก็เหมือนกับซื้อหุ้นที่ไม่ดี ดังนั้น นอกจาก “สินทรัพย์” ที่เข้าไปลงทุนต้องมีคุณภาพแล้ว ยังต้องเลือกจังหวะในการเข้าลงทุนให้เหมาะสมอีกด้วย 

          สองประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่นักบริหารการลงทุนไม่ควรละเลย เพราะโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ตรงนี้

          คุณจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) บอกว่า นอกจากจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเติบโตสูง และเน้นการใช้เทคนิคเรื่องการเข้า-ออกตลาดในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมายแล้ว กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (5) ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรื่องของสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้ตั้งแต่ 0%-100% เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพสามารถบริหารจัดการกองทุนได้ตามจังหวะและสภาพของตลาดหุ้นอย่างเหมาะสม ซึ่งเชื่อว่า ด้วยความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้กองทุนเข้าถึงผลตอบแทนเป้าหมายที่ 10% ได้ด้วยระยะเวลาที่ไม่นาน

          สิ่งที่คุณจุมพลบอกเพิ่มเติม คือ ปัจจัยที่สามในการสร้างความสำเร็จ นั่นคือ ต้องยืดหยุ่นกับการบริหารจัดการลงทุน ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งจะเอื้อต่อการเข้าถึงผลตอบแทนเป้าหมาย

 

          เรื่องที่ต้องคิดมีไม่กี่เรื่องก็จริง แต่ถ้าคิดวนคิดเวียนว่าทำไมไม่รวย ทำไมไม่มั่งคั่ง โดยไม่คิดต่อยอด แตกแขนง มีเป้าหมายแล้ว มีวินัย มีการบริหารจัดการแล้ว อย่าลืมเลือกสินทรัพย์ อย่าลืมจับจังหวะการลงทุน และอย่าลืมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

 

 

----------

(หมายเหตุ : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : มีไม่กี่เรื่องที่สำคัญ : โดย ... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])

----------