
'ปู'แจงเข็นร่างปรองดองหวังหาทางออกปท.
"ยิ่งลักษณ์" ชี้แจงเหตุนำร่าง พรบ.ปรองดองเข้าสภา หวังหาทางออกให้ประเทศ วอนฝ่ายไม่เห็นด้วยหันหน้ามาคุย แฉสาเหตุ "วินัย" โดนเด้งคำสั่งจาดูไบเกรงปราบม็อบไม่ได้
2มิ.ย.2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ถึงการเสนอร่างพรบ.ปรองดองเข้าสภาว่าเป็นการเริ่มต้นการปรองดองและอยากให้ยุติความขัดแย้งเพราะประเทศบอบช้ำมามาก ขอให้สมาชิกวุฒิสภาเคารพกลไกประชาธิปไตยและเสียงข้างมาก เชื่อว่าประธานวุฒิสภาเคารพเสียงทุกภาคส่วน รวมทั้งการลงมติพรบ.ปรองดองของสมาชิกวุฒิสภาก็โหวตให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน
นอกจากนี้พรบ.ปรองดองเองไม่ใช่เรื่องการคืนเงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการกลับเข้ามาในประเทศเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องปลายทาง เร็วไปหรือไม่ที่ว่าเสนอพรบ.ปรองคองเพื่อใคร แต่เชื่อว่าเป็นการเริ่มกระบวนการ ขอให้นำเนื้อหามาพิจารณา มาปรับจูนแก้ไขอย่างไรมากกว่าและดูเนื้อหาด้านใน ๆ สภาก็มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ตลอดจนสังคมก็ได้รับรู้คงไม่มีใครฝืนทำหากรับไม่ได้ แต่หากไม่เริ่มต้นปรองดองประเทศจะเดินไปอย่างไร ความผันผวนมีผลมากทุกประเทศมองมาที่อาเซียน ซึ่งมีความแข็งแรงมากขึ้น หากแก้ปัญหาการเมืองให้สงบเศรษฐกิจก็จะต่อยอด
ทั้งนี้ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยเรื่องความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเมืองก็ต้องใช้กลไกทางการเมืองมาแก้ไข รัฐบาลแก้ไขปัญหาในส่วนของการบริหาราชการแผ่นดินความสงบให้เป็นไปตามกม.และความยุติธรรมให้เท่าทียมกัน เพราะอำนาจบริหารและนิติบัญญัติแยกกันอยู่แล้ว ส่วนการเลื่อนถกพรบ.ปรองดองนั้นก็อยู่ที่ประธานสภาเชื่อว่าท่านคงอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งและสภาคงมีทางออกร่วมกัน
อย่างไรก็ตามตนยังไม่เห็นร่างพรบ.ปรองดองแต่ก็เชื่อว่าทุกร่างก็มีประโยนช์กับทุกกลุ่มซึ่งการจะให้ทุกคนลืมอดีตก็ยากเพราะบางคนสูญเสียคนเป็นที่รัก มีความเจ็บปวดไม่มีใครลืมได้ แต่อยากให้อภัยกันเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าถือเป็นเจตนาของการปรองดอง
ย้ำนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นไทย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการปะชุมWorld Economic Forumว่า ได้เน้นย้ำว่าไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียนที่มีระบบการขนส่งเชื่อมต่อ และมีความลงตัวในประเทศในหลายด้านซึ่งความเข้มแข็งในประเทศก็จะเป็นการตอบโจทย์ในระยะยาวเพราะเราอยู่ในจุดศูนย์กลาง ตลอดจนการวางโครงสร้าง เพื่อรองรับไปสู่ประชาคมอาเซียนซึ่ง 10 ประเทศจะรวมเป็นหนึ่งฐานความแข็งแรงเช่นการเคลื่อนย้ายแรงงาน พืชผลสินค้าเกษตร ซึ่งไทยต้องปรับตัวในการพัฒนาเช่นกัน
ทั้งนี้นักลงทุนให้ความสนใจมั่นใจในไทยนื่องจากมีความพร้อมทางด้านสาธารณูปโภค คนไทยน่ารัก แรงงานไทยมีฝีมือ เอื้อต่อการลงทุนซึ่งประเทศไทยได้รับการตอบรับมาก การประชุมดังกล่าวมีผู้บริหารบริษัทชั้นนำกว่า 700 แห่งเข้าร่วมเชื่อว่าไทยและอาเซียนจะเป็นที่ดึงดูดของนักลงทุนต่างชาติ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีความมั่นคงทางการเมืองด้วยทั้งทางกฏหมาย การยอมรับกติกาประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตามจากผลกระทบทางเศรษฐกิจในยุโรปถือว่าอาเซียนได้รับกระทบน้อยนั้นหากเราจะรักษาความยั่งยืนเศรษฐกิจโลกได้เราก็ต้องสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรง เช่น โครงสร้างงานพื้นฐานให้แข็งแรงและพร้อมแข่งขัน
ส่วนการเดินทางไปออสเตรเลียนั้นสืบเนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตนานนับ 60 แต่ทิ้งระยะห่างนานไปกว่า 6 ปีซึ่งอาจทำให้บางอย่างไม่ต่อเนื่องซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ได้ลงนามเอ็มโอยู ทางด้านการศึกษา การร่วมมือผู้นำสาบันพระปกเกล้าการเพิ่มมูลค่าการค้าและหารือการส่งเนื้อไก่สด อาหารสดไปออสเตรเลีย รวมทั้งแรงงานที่เขามีปัญหามากในด้านก่อสร้าง เทคนิค ที่จะต้องสอบภาษาอังกฤษเพื่อความปลอดภัยในการเข้าใจด้านเทคนิค ที่เราส่งไปทำงานได้น้อย และด้วยความเคร่งครัดของออสเตรเลียจึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อหารือข้อผ่อนปรนด้านต่าง ๆ ร่วมกันด้วย
พร้อมกันนี้ได้ประชาสัมพันธ์เรื่องครัวไทยสู่ครัวโลก เพราะคนออสเตรเลียชอบอาหารไทยแต่อาหารสดเราไม่สามารถนำเข้าได้เว้นอาหารสำเร็จรูปและอาหารบางอย่างออสเตรเลียสามารถผลิตได้และใกล้เคียงกับไทย พร้อมกันนี้ได้พบกับนายกฯเชื่อว่าจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์สองประเทศ
นายกฯกล่าวถึงการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า ได้ชี้แจงเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การบูรณะฟื้นฟู การจัดการบริหารจัดการ มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำเช่นค่าแรง ความร่วมมือกับเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิด การพัฒนาฝืมือแรงงาน ที่จะเป็นรอยต่อแต่ละอุตสาหกรรมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างรายได้รายจ่ายพร้อมอธิบายสถานการณ์การเมืองว่าทุกอย่างจะรักษาข้อคิดเห็นให้เป็นไปตามครรลองประชาธิไตยและกรอบกฏหมาย
รักษาการผบช.น.ถกรองผู้การ-รองมอบนโยบายปราบม็อบ
ในเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจ
นครบาล มีคำสั่งด่วนเรียกประชุมนายตำรวจ ระดับรองผู้บังคับการ ถึงระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลทุกนาย เพื่อมอบนโยบายการปฏิบัติ ดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและมาตรคุมเข้มรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่อาจเคลื่อนไหวแบบดาวกระจายโดยสนองตอบนโยบายคำสั่งโยกย้ายด่วนของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ภายหลังลงนามให้มาปฏิบัติราชการตำแหน่งผู้บัญชกาารตำรวจนครบาล แทน พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ที่ไปช่วยราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเวลา 30 วันเมื่อเย็นวันที่ 1 มิ.ย.
การประชุมนอกจากจะเน้นย้ำการปฏิบัติแล้ว ยังจะประเมินสถานการณ์การชุมนุม พร้อมจัดวางกำลังตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดทางให้ ส.ส.สามารถเข้าไปประชุมสภาได้สะดวก เพื่อให้ร่าง พรบ.ปรองดองผ่านพ้นไปด้วยดีหลังจากที่ พล.ต.ท.วินัยไม่สามารถดำเนินการได้
แฉสาเหตุ"วินัย"โดนเด้งคำสั่งจาดูไบเกรงปราบม็อบไม่ได้
รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุการย้าย พล.ต.ท.วินัยเป็นผลพวงที่ไม่สามารถรับมือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ในหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงบ่าย ที่ พล.ต.ท.วินัยลงกำกับดูแลบริเวณพื้นที่แยกขัตติยาณีด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นถนนที่ตรงยาว เพื่อเข้าทางประตู 3 ของรัฐสภา ซึ่งพื้นที่ตรงนั้น ตำรวจวางกำลังตรึงพื้นที่ไว้หมดแล้ว โดย พล.ต.ท.วินัยออกคำสั่งผู้ใต้บังบัญชาอยู่เป็นระยะว่า อย่าถอย ห้ามถอยเด็ดขาด รวมถึงผู้ชุมนุมมีอยู่เป็นจำนวนไม่มาก แต่เมื่อผลักดันกับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ตำรวจกลับร่นถอยจนไม่สามารถเปิดพื้นที่ดังกล่าว จนทำให้แผนการ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เตรียมพร้อมจะเข้ารัฐสภาไม่สามารทำได้ ส่งผลให้การพิจารณาร่าง พรบ.ปรองดอง ต้องล่มลงไปสร้างความไม่พอใจให้แกนนำรัฐบาลเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ ส.ส.หลายคน รายงานไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า พล.ต.ท.วินัย ไม่สามารถบัญชาการณ์เหตุการณ์ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ จึงมีคำสั่งโดยตรงจาก พ.ต.ท. ทักษิณ มายังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณา ประกอบกับมีรายงานความมั่นคงแจ้งด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรจะยกระดับการชุมนุมเพื่อไล่รัฐบาล โดยชุมนุมที่แยกมัฆวาน วันที่ 5 มิ.ย. นี้ จึงกังวลว่า พล.ต.ท.วินัย ไม่สามารถบัญชาการเหตุการณ์ได้ตามที่รัฐบาลต้องการ จึงให้ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ปฎิบัติหน้าที่แทน
50%ไม่เชื่อว่าพรบ.ปรองดองจะสร้างปรองดองได้
จากการประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา และได้เกิดปัญหาความวุ่นวายระหว่างที่มีการประชุมขึ้น จนเป็นกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ทั้งของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และประธานสภา
และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐสภาไทย “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ติดตามข่าวสารการประชุมดังกล่าว ทุกสาขาอาชีพ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยการลงพื้นที่ภาคสนาม และการโทรศัพท์สัมภาษณ์ จำนวนทั้งสิ้น 1,374 คน ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2555 สรุปผลได้ดังนี้
เมื่อถามถึง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และประธานสภาในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ฝ่ายรัฐบาล อันดับ 1พยายามที่จะหาทางออกให้กับพรรคพวกของตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง 46.38% ,อันดับ 2 ได้ทำหน้าที่ของตนเองในการผลักดันให้มีการพิจาณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างเร่งรีบ 33.33% และอันดับ 3 รักพวกพ้องมากเกินไป/ หลงกับอำนาจในเสียงข้างมาก 20.29%
ฝ่ายค้าน อันดับ 1 ใช้วาจา และพฤติกรรมที่รุนแรง ใช้อารมณ์ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 41.90% ,อันดับ 2 มีความพยายามในการทำหน้าที่ของตนเอง และตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล 39.52% และอันดับ 3 ไม่ได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง 18.58%
ประธานสภา อันดับ 1 ไม่มีความเด็ดขาด สุภาพเกินไป ไม่สามารถควบคุม ส.ส.ในสภาได้ 39.95%,อันดับ 2 ไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง 33.58% และอันดับ 3 มีความพยายามในการทำหน้าที่ของประธานอย่างเต็มที่แล้ว 26.47%
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐสภาไทยหรือไม่ อันดับ 1 มีผลกระทบ 77.34%เพราะ รัฐสภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทำให้เห็นถึงความแตกแยกมากกว่าการปรองดอง มีผลต่อความเชื่อมั่นทั้งของคนไทยและต่างชาติ ฯลฯ ,อันดับ 2 ไม่แน่ใจ 17.33%เพราะ ยังไม่เข้าใจเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง เท่าที่ควร ,ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก, ต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป ฯลฯ และอันดับ 3 ไม่มีผลกระทบ 5.33%เพราะ เป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ,ในต่างประเทศมีความรุนแรงมากกว่านี้ ฯลฯ
เมื่อถามว่า จากสถานการณ์การอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง ประชาชนคิดว่าจะทำให้การปรองดองเกิดขึ้นได้หรือไม่ อันดับ 1 เกิดขึ้นไม่ได้ 50.56%เพราะ ต่างฝ่ายต่างถือประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก, มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก และไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ฯลฯ อันดับ 2 ไม่แน่ใจ 32.29%เพราะ ความขัดแย้งมีความรุนแรงมากขึ้น,แนวทางการปรองดองยังไม่ชัดเจน, ต่างฝ่ายต่างรักพวกพ้องตนเองมากจนเกินไป ฯลฯ และอันดับ 3 เกิดขึ้นได้ 17.15%เพราะ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ ฯลฯ
เมื่อถามความคาดหวัง ของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ประธานสภา ในการสร้างความปรองดองให้เกิดเป็นรูปธรรม
ฝ่ายรัฐบาล ควรปฏิบัติดังนี้ อันดับ 1 ทำหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อสัตย์ ดูแลและเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน 56.79% อันดับ 2 ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎหมาย ข้อบังคับ กฎระเบียบของรัฐสภา และสังคม 22.72% อันดับ 3 ควรรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และควรใช้เหตุผลให้มากกว่าใช้อารมณ์ 20.49%
ฝ่ายค้าน ควรปฏิบัติดังนี้ อันดับ 1 คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ / ช่วยกันหาทางออกเพื่อ สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้จริง 43.70%อันดับ 2 ควรใช้เหตุผลให้มากกว่าใช้อารมณ์ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รวมถึงรัฐบาล อย่างใจกว้างและเป็นธรรม 28.70%อันดับ 3 เคารพกฎข้อบังคับ และกติกาของสภา ไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 27.60%
ประธานสภา ควรปฏิบัติดังนี้ อันดับ 1ต้องมีความเป็นกลาง ยุติธรรม ตรงไปตรงมา ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 51.26% อันดับ 2 ทำหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ 25.73% อันดับ 3 ต้องมีความเด็ดขาด ใช้อำนาจของประธานสภา อย่างถูกต้องและเหมาะสม 23.01%
เมื่อถามประชาชนคิดว่า “ทางออกของความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในรัฐสภาควรแก้ไขอย่างไรอันดับ 1 ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจัง และเคารพในข้อบังคับ กฎระเบียบ ของรัฐสภา 46.09% อันดับ 2 เปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ใช้เหตุผล ใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้ 36.02% และ อันดับ 3 ถอน พ.ร.บ.ปรองดอง ออกไปก่อนเพื่อพิจารณาใหม่ให้รอบคอบก่อนนำเสนอในที่ประชุม 17.89%



