ข่าว

แนะนำศก.พอเพียงฐานพัฒนาที่ยั่งยืน

แนะนำศก.พอเพียงฐานพัฒนาที่ยั่งยืน

01 มิ.ย. 2555

แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

              เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ณ โรงแรมสยามซิตี้ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ: Rio+20 สู่สังคมไทย “ Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย อ.สุปราณี จงดีไพศาล ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุดโต่งทำให้สังคมโลกต้องหันกลับมาทบทวนวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และมองหาอนาคตที่เราต้องการ ซึ่งในวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อร่วมกันให้คำมั่นต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกครั้ง

              และระบุความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีหัวข้อหลัก 2 เรื่อง คือ เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ส่งผลให้ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อ ๆ ไป และจะต้องมีความสมดุลของกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 3 เสาหลัก คือ เสาด้านเศรษฐกิจ เสาด้านสังคม และเสาด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอยู่มากทั้งในเวทีการเจรจาและแวดวงวิชาการ โดยมีแนวโน้มว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเอง จึงเป็นการบ้านว่าไทยจะต้องมากำหนดแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวของเราเอง

              ด้านนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถึงการเจรจาเอกสารผลลัพธ์ซึ่งขณะนี้คณะผู้แทนไทยกำลังร่วมเจรจาอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งหวังว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นก่อนที่จะเริ่มการประชุม Rio+20 ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการประชุม Rio+20 นั้น ทางสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ช่วยกันทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมเจรจาของคณะผู้แทนไทย และให้ข้อมูลที่มีค่าแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่องค์การสหประชาชาติเพื่อผลักดันประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมและมีบทบาทในกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามคาดเดาได้ว่าการประชุม Rio+20 จะมีความคืบหน้าล่าช้าเพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก

              ขณะที่ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงพัฒนาการของการที่ยั่งยืน แนวคิดของกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศในสาขาต่าง ๆ และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรอบในเชิงจิตใจจากภูมิปัญญาตะวันออก พร้อมทั้งเสนอข้อคิดเห็นไว้ 8 ประการ คือ (1) องค์กรกำกับดูแลการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนจากคณะกรรมการมาเป็นคณะมนตรีควรศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ว่ามีข้อดีและข้อบกพร่องอย่างไร และควรจัดตั้งในลักษณะใด (2) ปรับปรุงองค์กรที่มีอยู่ ต้องรู้ว่าข้อจำกัดคืออะไร คำตัดสินหรือมติขององค์กรเป็นเพียงข้อเสนอแนะหรือมีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มแข็งและการบูรณาการของ 3 เสาหลัก รวมถึงปรับปรุงบทบาทของสถาบัน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (3) การประสานงานระหว่างองค์การชำนาญพิเศษทั้งหลาย ยกระดับการปรับปรุงองค์กรและการทำงานควบคู่กัน แต่ปัญหาคือไม่มีใครมีอำนาจและขาดงบประมาณ 4. การปรับปรุงความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 5. การปรับปรุงความเชื่อมโยงขององค์กรส่วนภูมิภาคกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 6. ยกระดับ Rio+20 ให้เป็นองค์กรระดับโลก โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน 7. การประสานกับองค์กรภูมิภาค และ 8. การสร้างระบอบกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบเชิงสถาบันของภูมิภาค โดยสร้างความสนใจและสร้างกรอบเชิงสถาบันเฉพาะเรื่อง

              สำหรับกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศกับกรอบเชิงจิตใจนั้น กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาแห่งตะวันออกฝึกฝนอบรมให้คนมีสติทุกขณะ ดังเช่นพุทธศาสนาที่ใช้ “ทางสายกลาง” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตะวันตก เป็นความเด็ดขาดในการควบคุมกิเลส ให้รู้จักพอ เติบโตอย่างพอเพียงตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และไม่เบียดเบียนคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ขัดกับระบบทุนนิยม จึงเป็นกรอบที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเป็นจริงได้
ในช่วงท้ายของการปาฐกถาพิเศษ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ได้ฝากข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเลือกของกรอบภายนอกขององค์กรว่าควรเป็นอย่างไร กรอบภายในประเทศควรเป็นเช่นไร สร้างวินัยตนเองให้มีความพอเพียง สร้างบทบาทของภาคประชาสังคม มีการฝึกอบรมระดับรากหญ้า และองค์กรต่าง ๆ จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงกรอบภายในจิตใจและนอกจิตใจควรจะเดินคู่ขนานไปด้วยกันหรือจะบูรณาการร่วมกัน

              การสัมมนาครั้งนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือจับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธ กับเศรษฐกิจสีเขียว” โดยท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าแม้จะมีความพยายามในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนมาตลอด แต่ก็ยังไม่ค่อยจะบรรลุผล เนื่องจากปัญหาของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่สำคัญคือ ความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การขาดความเป็นธรรมในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร และการบริโภคทรัพยากรเกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับได้ ซึ่งล้วนมีรากเหง้ามาจากความโลภหรือความต้องการที่ไม่มีวันพอในจิตใจคน

              แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าความโลภเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องกำกับโดยใช้กฎหมาย กฎระเบียบ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การสร้างแรงจูงใจด้านราคา และใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้มองปัญหาให้ลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหามาจากการขาดความพัฒนาทางศีลธรรมและปัญญา การพัฒนาจิตใจซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออกโดยเฉพาะแนวพุทธมองว่ามนุษย์แก้ไขได้ พัฒนาได้ ทำให้ความโลภลดลงได้ โดยยกตัวอย่างการประยุกต์วิถีพุทธที่พระพรหมคุณาภรณ์เสนอในการพัฒนามนุษย์ ประกอบด้วย การพัฒนาพฤติกรรม การพัฒนาจิตใจและปัญญา ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาตะวันออกที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความมีเหตุผล ความพอเพียง และการมีคุณธรรมบวกปัญญา

              หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศีล 5 ซึ่งใช้เป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนและสิทธิของสัตว์ การคุ้มครองเด็กและสตรี การมีเสรีภาพทางสื่อและข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง และการบริโภคที่ไม่เกินเลย รวมถึงมรรค 8 ในอริยสัจ 4 ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาสติ (มีสติรู้ตัวตลอด) สัมมาทิฏฐิ (มีปัญญาเห็นชอบ) และการใช้หลักโยนิโสมนสิการเพื่อป้องกันการบริโภคที่เกิน “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธไม่ขัดกับเศรษฐกิจสีเขียวที่วางอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาล เพียงแต่ต้องมีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาจิตใจเข้าไป เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์กล่าวสรุป

 

 ............

(หมายเหตุ : แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว. http://www.facebook.com/photo.php?fbid=435234749828861&set=a.385032511515752.94954.119527331399606&type=1)