ข่าว

วัยรุ่นไทยเปราะบางเกินไป

วัยรุ่นไทยเปราะบางเกินไป

02 มิ.ย. 2555

วัยรุ่นไทยเปราะบางเกินไป

                        ปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มความถี่มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ สำหรับข่าวการ "ฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่น" วัยที่ควรจะสดใส ชีวิตเต็มไปด้วยความฝันและเป้าหมาย เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้มีบางหน่วยงานเก็บข้อมูลจนได้บทสรุปถึงสาเหตุหลักๆ มีอยู่เพียง 3 ข้อ ได้แก่ อกหัก ผลการเรียนตก น้อยใจพ่อแม่ ซึ่งโดยรวมก็ไม่พ้นเรื่อง "ความไม่สมหวัง" ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนรู้ดีว่า "ไม่เคยมีใครได้อะไรทุกอย่าง และไม่เคยมีใครเสียอะไรไปซะทุกอย่าง" แต่เหตุใดพวกเขาจึงคิดตัดตอนชีวิตตัวเองเพียงไม่สมหวังในบางเรื่อง หรือว่า เด็กไทยสมัยวัตถุนิยมครองจิตจะมีชีวิตเปราะบางเกินกว่าจะรับสภาพความผิดหวังได้เลย...มาฟังความคิดเห็นของสังคมกันว่ามอง เห็น และคิด อย่างไรกับเรื่องนี้

                        นักศึกษาปีที่ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล "ฝ้าย" ภัทรวรินทร์ ขจรวิทยา กล่าวน้ำเสียงใสว่า เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับนักศึกษาไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็รู้สึกสลดใจทุกครั้ง และกรณีล่าสุดที่นักศึกษาปี 4 ฆ่าตัวตายเพราะคะแนนสอบไม่ถึงยอมรับว่าตกใจและรู้สึกเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับวัยรุ่น แล้วชวนให้นึกย้อนกลับมาพิจารณาด้วยว่า สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดนั้นได้พยายามถึงที่สุดแล้วหรือยัง

                        "ฝ้ายเองก็เคยสอบไม่ผ่าน ความรู้สึกแรกทุกคนก็ต้องเสียใจกันทั้งนั้น อย่างคนที่ฆ่าตัวตายน่าจะเป็นความคิดชั่ววูบมากกว่า สำหรับฝ้ายจะบอกตัวเองเสมอว่าต้องพยายามใหม่ เช่น ติวหนังสือกับเพื่อนๆ ไม่เคยคิดว่าจะต้องจบชีวิตเลย ซึ่งการเลือกคบเพื่อนก็สำคัญ ต้องพากันไปในทิศทางที่ดีชักชวนกันเรียน ไม่ใช่ชักชวนกันโดดเรียน ส่วนคุณพ่อคุณแม่เป็นที่ปรึกษาบ้างแล้วแต่กรณีไป คุณแม่เองจะบอกเสมอว่าให้ตั้งใจทำให้เต็มที่ เข้าเรียนให้สม่ำเสมอ ให้กำลังใจเราตลอด แต่ท่านจะไม่กดดันเพราะกลัวว่าถ้าเครียดไปแล้วจะเรียนได้ไม่ดี ฝ้ายว่าพื้นฐานตรงนี้สำคัญ" ฝ้าย แจกแจง

                        ในฐานะแม่ที่มีลูกชายวัยมหาวิทยาลัย "ตุ๊ก" นันทนา สิทธิ์น้อย ครูประจำโรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก จ.เพชรบุรี มองว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เด็กตัดสินใจแบบนั้น เพราะชีวิตยังมีเรื่องอื่นให้คิดให้ทำอีกมาก แต่เรื่องแบบนี้จะโทษเด็กฝ่ายเดียวคงไม่ถูกนัก พ่อแม่ก็ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด พูดคุยให้คำปรึกษาในทุกเรื่องเสมือนเป็นเพื่อน หากมีเรื่องผิดพลาดก็ไม่ควรดุด่าว่ากล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง ควรชี้แจงด้วยเหตุผลจะดีกว่า ที่สำคัญต้องเข้าใจวัยรุ่นให้มาก เพราะทุกคนก็เคยผ่านช่วงวัยนั้นมาก่อน

                        สอดคล้องกับแนวคิดของ พ.อ.ภูษิต กุญชร ณ อยุธยา คณะทำงานด้านปัญหาเส้นเขตแดน กองทัพบก คุณพ่อซึ่งมีลูกสาววัยเรียนระดับอุดมศึกษาถึง 2 คน มองปัญหานี้ว่า เป็นความโหดร้ายสำหรับเด็กที่กดดันจนต้องเลือกจบชีวิต อาจเพราะเด็กคาดหวังมาก และซ้ำๆ เพื่อนจบแล้วตัวเองยังไม่จบจึงเครียด แต่ทุกปัญหามีทางออก

                        "พ่อแม่ต้องหัดสังเกต ผมเป็นทหาร ใช่ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างเคร่งครัดมาก ใช้หลักความเข้าใจ ยิ่งมีลูกสาวยิ่งต้องเข้าใจ ไม่บังคับว่าต้องเรียนให้ได้ดีเด่น แต่อย่ามีปัญหาก่อนวัยอันสมควรก็พอ คนโตเรียนเก่งอยู่ธรรมศาสตร์ เป็นเด็กกิจกรรมด้วย ส่วนคนเล็กเก่งปานกลางอยู่ มศว แต่มีอีคิวสูงเอาตัวรอดได้ เกรดไม่ใช่บทสรุปของชีวิต หรือไม่สมหวังในความรักก็ใช่ว่าจะอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ พ่อแม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนเขาถ้าลูกก้าวพลาด และติดตามกับครูด้วยว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะเด็กก็คือเด็ก" คุณพ่อนายพัน สะท้อนมุมมอง

                        ด้าน "ต่อ" ดร.หทัยทิพย์ จิระธันห์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า วัยรุ่นสมัยนี้ค่อนข้างเปราะบาง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยรอบตัว อย่างพื้นฐานของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน บางครอบครัวค่อนข้างสนิทกัน พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกเลือกทำหรือเรียนตามที่ต้องการ ทั้งยังปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ทำให้เด็กไม่เครียด และไม่กลัวที่จะเล่าปัญหาให้ฟัง ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งน่าจะเป็นที่ตัวเด็กเอง บางครั้งไม่มีใครกดดัน แต่เด็กกดดันตัวเองเนื่องจากเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนที่เรียนเก่งกว่า

                        "ทุกปัญหาควรมีการสื่อสารซึ่งกันและกัน ผู้ปกครองเองควรติดตามพฤติกรรมและผลการเรียนของลูกอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำไปเรื่อยๆ อย่าตั้งความหวังมากเกินไปจนทำให้เด็กเกิดความกดดัน ส่วนเด็กเองหากเกิดความเครียด อย่ามองว่าพูดคุยกับใครไม่ได้ เพราะอย่างน้อยต้องมีสักคนที่สามารถชี้แนะและให้คำปรึกษาได้" อาจารย์จาก ม.กรุงเทพ กล่าว

                        คงไม่อาจปฏิเสธว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทุกส่วนในสังคมต้องเอามาเป็นธุระ ซึ่ง พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แนะว่า ต้องแบ่งเป็น 2 แนวทางในการแก้ปัญหา เริ่มจากพ่อแม่ต้องพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาให้ลูก เพราะเมื่อเด็กโตขึ้นต้องเผชิญสิ่งต่างๆ และเรียนรู้การแก้ปัญหาเอง หากตัดสินใจไม่ดีก็อาจเลือกทำร้ายตัวเอง การสร้างบรรยากาศที่ดีพูดคุยอย่างเปิดอกช่วยกันหาทางออกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ขณะที่อีกส่วนคือภาคสังคมก็ต้องเข้าใจปัญหาวัยรุ่น ทุกวันนี้นักเรียนหรือนักศึกษาส่านใหญ่ออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นหอพัก หรือบ้านญาติ ถ้ามีปัญหาเด็กสามารถคุยกับใครได้บ้าง

                        "แม้ว่าเด็กจะมีทักษะการแก้ปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ต้องอาศัยคนเข้าไปช่วย ให้ข้อคิด เขาจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือ ถ้าจะให้ดีควรมีระบบคัดกรองว่าเด็กคนไหนกำลังมีปัญหา อย่างเด็กการเรียนตกหรือผิดหวังเรื่องรักเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำร้ายตัวเอง อันนี้ต้องพึ่งระบบแวดล้อม อย่างระบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพราะวัยนี้จะคุยกับเพื่อนมากที่สุด ก็จะเห็นสัญญาณการขอความช่วยเหลือ เพื่อนต้องรู้ว่าจะหาวิธีช่วยเพื่อนอย่างไร รีบแจ้งครูหรือผู้ปกครองให้ทราบ ระบบนี้จะทำให้มีกลุ่มเด็กที่เข้มแข็ง อีกช่องทางหนึ่งคือการให้คำปรึกษาทุกสถานการณ์สำหรับเด็ก เมื่อคิดอะไรไม่ออกอย่างน้อยก็กดหาได้ อย่างหมายเลข 1323 โทรฟรี มีคนรับปรึกษา 24 ชม.ซึ่งต้องเผยแพร่ให้รับรู้ ทุกสถานศึกษาต้องมี เพื่อยับยั้งความคิดที่กำลังตีบตัน" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น แนะทิ้งท้าย