
'ซูจี'เล็งปฏิรูปการศึกษา
'ออง ซาน ซูจี'เล็งปฏิรูปการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างระบบศาลยุติธรรมที่โปร่งใสในพม่า ประธาน WEF ชมเปาะบุคคลต้นแบบ
เมื่อเวลา 8.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกว่าด้วย เอเชียตะวันออก หรือ WEF ครั้งที่ 21 ในช่วง session "One-on-One Conversation with a Leade" ซึ่งมีนายคาลล์ ชเวป ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร WEF เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวต้อนรับ นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย โดยชื่นชมเธอว่า เป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นกับพม่า แม้เธอจะถูกควบคุมตัวในบ้านพักนานถึง 15 ปี ก็ยังเคลื่อนไหวดำเนินการเรียกร้องและผลักดันให้พม่าฟื้นคืนสู่ประชาธิปไตย จนได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ ปี 1991 ถือเป็นบุคคลต้นแบบที่มีต้นทุนทางปัญญา และมีความคิดที่ปราศจากการครอบงำด้วยความกลัว แต่กลับมีความกล้าหาญในตัวเธอ
จากนั้น นางซูจี ได้ขึ้นกล่าวบนเวที มีใจความตอนหนึ่งว่า ความหมายของการปฏิรูปในมุมมองของตน คือ การปฏิรูปให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวพม่า ได้มีชีวิตความอยู่ดี กินดีขึ้น โดยขอย้ำว่า ความสำเร็จให้เกิดความสำเร็จต้องไม่ย้อนกลับไปหาเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ทุกคนต้องมีเจตจำนงที่แข็งแกร่งร่วมกัน โดยเฉพาะการปรองดองแห่งชาติมีความสำคัญต่อชาวพม่าทุกหมู่เหล่า ซึ่งหมายรวมถึงชนกลุ่มน้อย ที่รวมกันว่า สหภาพพม่า ที่จะนำพาชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งนี้ จากที่ได้ศึกษาเรื่องการบริหารรัฐที่ล้มเหลว ตนสะดุดตากับงานของโคลิเอ้ ที่ทำให้ประจักษ์ว่า การศึกษามีบทบาทสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปมีประสิทธิผล อย่างน้อยประชาชนต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือระดับประถม มัธยม ซึ่งสอดความกับความคิดของตน ว่า จะต้องปฏิรูปการศึกษาในพม่าที่ทำให้คนในชาติทำมาหากินได้ มีอาชีพและรายได้จุนเจือตนเอง ในความเป็นจริง ขณะนี้สัดส่วนคนพม่าที่ไม่มีงานทำมีจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ แล้วใครจะเป็นผู้กำหนด ตนอยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันช่วยคิดช่วยแนวทางพัฒนาการศึกษา ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป
นางซูจี ได้ชี้ถึงประเด็นปัญหาการคอรัปชั่น และความเลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องร่วมมือกันกำจัดให้หมดไป เราไม่ต้องการการลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มช่องว่างความเลื่อมล้ำมากขึ้น แต่เราต้องการการจ้างงานและสร้างงานให้กับคนในประเทศมากขึ้น คู่ขนาดไปกับการฝึกอบรมทักษะ อาชีพ ให้กับคนวัยหนุ่มสาว แต่ไม่ใช่ว่าตนไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับสูง เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า สิ่งเหล่านี้เหมาะสมกับสภาพที่จริงในประเทศเรา โดยมั่นใจว่า การศึกษา จะสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชาติ ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศและสร้างความสมานฉันท์เกิดขึ้น พวกเราไม่ต้องการตกขบวน ในความเป็นจริงมีหลายประเทศประสบปัญหาฉ้อราชบางหลวง แต่เราก็เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น
จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงสนทนา ซึ่งนายคาลล์ ชเวป ถามถึงมุมมองของนางซูจี เกี่ยวกับการให้อำนาจประชาชนด้านไหน จะสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยนางซูจี กล่าวว่า การให้ความรู้ ทักษะ อาชีพเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะพูดไม่เต็มปากว่า พม่าเป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหน แต่ทุกคนสามารถเลือกจะนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเฉพาะสร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตย
ทั้งนี้ นายคาร์ล ถามว่า การปฏิรูปประเทศในมุมมองใหม่จะต้องอาศัยปัจจัยอะไรเป็นสำคัญ นาง ซูจี กล่าวว่า หลักนิติธรรม เป็นสิ่งสำคัญสุดที่ทำให้คนพม่ามีความเข้าใจ และทำให้คนพม่า เข้าใจถึงหลักการปกครองที่ดี ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ในพม่ามีกฎหมายที่ดีอยู่แล้ว แต่หากไม่มีระบบศาลยุติธรรมที่โปร่งใสสะอาด และตราบใดที่ไม่มีตุลาการ ให้การดูแลทุกอย่างเป็นไปตามระบบยุติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แม้ว่าเราจะมีกฎหมายการลงทุนที่ดี แต่ไม่มีศาลควบคุมให้ดำเนินไปตามกฎหมายที่มีอยู่ก็เปล่าประโยชน์
ต่อคำถามที่ว่า แนวทางบรรลุให้เกิดความสามัคคีและปรองดอง จะเป็นไปอย่างไร นางซูจี กล่าวว่า จำเป็นต้องเคารพซึ่งกันและกัน ที่นำไปสู่ความไว้วางใจต่อกัน ที่ผ่านมาเราได้รับการสนับสนุนจากชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ นอกจากเราจะได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างทางความคิดระหว่างกัน เรายังเรียนรู้ถึงสิ่งที่เหมือนกัน ที่นำไปสู่ความสมานฉันท์ จากเดิมที่มีความขัดแย้งนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
อย่างไรก็ตาม คำถามปิดรายการ นายคาร์ลถามว่า พม่าจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2557 ได้ดีอย่างไร นางซูจี กล่าว เชื่อว่า พม่าจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนให้บรรลุความสำเร็จร่วมกันได้ ซึ่งการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนขึ้่นอยู่กับประเทศสมาชิกทุกประเทศ เราต้องเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆๆ เว้นแต่ คุณต้องลงมือทำอย่างบากบั่นและมุ่งมั่น
ซู จี” ซัดรัฐบาลพม่าไม่ให้ข้อมูลปชช. เรื่อง "ท่าเรือน้ำลึกทวาย"
นางออง ซาน ซู จี แถลงข่าวถึงการเยือนประเทศไทย และร่วมประชุม World Economic Forum ว่าช่องว่างทางเศรษฐกิจของทั้ง ไทยและพม่าห่างมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการที่แรงงานพม่าหลั่งไหลเข้ามาทำงานในไทย การประชุมในครั้งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้ตนได้เรียนรู้อย่างมากจากมุมมองของผู้คนที่มีบทบาททางเศรษฐกิจโลก เราต้องทำให้ประเทศพม่าเป็นที่ที่เขาสามารถกลับบ้านได้ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีสันติภาพทางการเมือง รวมถึงต้องปรับปรุงเงื่อนไขในพม่าเพื่อให้แรงงานข้ามชาติกลับบ้านได้ ขณะเดียวกันต้องให้มั่นใจว่าความทุกข์ยากและปัญหาของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ได้รับความเห็นใจและการดูแลอย่างดีที่สุด ตนได้พบกับแรงงานข้ามชาติหลายคน ซึ่งสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคืออยากกลับบ้าน ขณะที่ตนบอกว่าเขาเป็นเหมือนแขกที่มาเยือนประเทศไทยและต้องทำตัวให้ดีสำหรับประเทศเจ้าภาพ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเขามีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง
ต่อคำถามเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการปรองดองในพม่า นางซูจี กล่าวว่า ตนมีความหวัง เพราะพรรคของตนและตนทำงานหนักอย่างยิ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ตนเคยบอกว่าไม่มีความหวังถ้าไม่มีความบากบั่น
เมื่อถามว่าคิดว่ารัฐบาลพม่ามีความจริงใจต่อการปฏิรูปหรือไม่ นางซูจี กล่าวว่า ประธานาธิบดีและผู้แทนรัฐบาลพม่าได้ประกาศว่าต้องการการปรองดองแห่งชาติและมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งตนยังคงเชื่อในความจริงใจของประธานาธิบดีพม่าเมื่อครั้งที่ท่านพูดความตั้งใจในการปฏิรูป อย่างไรก็ตามเราต้องคำนึงถึงกองทัพและทหารด้วย ดังนั้นพวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาทำตามสัญญาและเดินหน้าทำการปฏิรูปต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งความพยายามนี้ต้องมีขึ้นทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก
ทั้งนี้เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อการที่หลายประเทศเลิกคว่ำบาตรพม่า และต้องมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อผลักดันการเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า นางซูจี กล่าวว่า ตนสนับสนุนการระงับการคว่ำบาตร แต่นี่เป็นเพียงการยกเลิกชั่วคราว เพราะถ้ารัฐบาลพม่าทำตัวไม่ดีก็ถูกคว่ำบาตรอีก อย่างไรก็ตาม พม่าจะต้องทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และไม่พึ่งพาประชาคมโลกมากเกิน เพราะพระเจ้าช่วยเหลือผู้ที่ช่วยตัวเอง ซึ่งตนเชื่อว่าประชาคมโลกจะช่วยเหลือประเทศที่ช่วยเหลือตัวเองด้วย
ต่อข้อถามว่าคิดอย่างไรกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นางซูจี กล่าวว่า โครงการที่เป็นความร่วมมือทวิภาคีทั้งหมดนั้น ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในพม่าหรือผู้ให้ความช่วยเหลือต่างๆแก่พม่า ต้องมีความโปร่งใสที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดในอนาคต โดยการที่โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและโครงการอื่นๆเกิดปัญหา เพราะประชาชนไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าสัญญาโครงการเป็นอย่างไร กำลังจะเกิดอะไรขึ้น ประชาชนไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นหรือมีฉันทามติ และเมื่อโครงการเกิดแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากสำหรับทุกประเทศต่อการสร้างความปรองดองและการสร้างความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน คนพม่ามีขีดความสามารถในการที่จะเข้าใจว่าทำอะไรอยู่ เพื่อประโยชน์ของเรา ซึ่งเราต้องชัดเจนตรงนั้น มิฉะนั้นจะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการ
ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดยืนของพม่าในเวทีระหว่างประเทศ หลังการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในพม่า นางซูจี กล่าวว่า พม่าไม่ควรถูกมองว่าเป็นเวทีการต่อสู้ระหว่างทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจ แต่ควรเป็นพื้นที่แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เพราะจีนก็เป็นเพื่อนบ้านที่ดีของพม่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา และพม่าไม่สามารถย้ายประเทศหนีไปไหนได้ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันพม่าก็ต้องการเปิดประเทศให้กับประเทศอื่นที่สนใจต่อคุณภาพชีวิตและเข้ามาลงทุน เพื่อช่วยพม่าให้พัฒนาไปข้างหน้า
นางซูจี ยังกล่าวถึงปัญหาประเทศซีเรียว่าควรตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็มีเท่าเทียมกันทุกคน หากผู้คนยอมรับจุดนี้กันได้ โลกนี้ก็คงจะวุ่นวายน้อยลง



