ข่าว

ประธานาธิบดีอียิปต์กับภารกิจที่รออยู่

ประธานาธิบดีอียิปต์กับภารกิจที่รออยู่

01 มิ.ย. 2555

ประธานาธิบดีอียิปต์กับภารกิจที่รออยู่ : วิถีมุสลิมโลก โดย ศราวุฒิ อารีย์ [email protected]

            ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอียิปต์เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหมาย คือผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้ง 13 คนไม่มีใครได้คะแนนเกินร้อยละ 50 ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 คนต้องมาชิงชัยกันใหม่ในการเลือกตั้งรอบตัดสินซึ่งจะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 2 คนในการเลือกตั้งรอบแรกคือ มุฮัมมัด มุรซี หนึ่งในแกนนำของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซึ่งเน้นแนวทางอิสลามในการบริหารกิจการบ้านเมือง กับ อะห์มัด ชาฟีก ผู้บัญชาการกองทัพอากาศและอดีตนายกรัฐมนตรีอียิปต์สมัยฮุสนี มุบาร็อค ซึ่งนิยมแนวทางฆราวาส (secular)

              ด้วยความแตกต่างเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองจึงทำให้มีการคาดเดากันว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ความตึงเครียดทางการเมืองภายในก็จะเกิดขึ้นตามมา หากมุรซีชนะก็เท่ากับว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมสามารถผูกขาดอำนาจไว้ได้ทั้งหมด เพราะนอกจากจะมีเสียงข้างมากในรัฐสภาแล้ว ยังมีสมาชิกของกลุ่มเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในฐานะประธานาธิบดีอีกด้วย นั่นย่อมสร้างความไม่สบายใจให้แก่ทั้งฝ่ายอำนาจเก่า กลุ่มนิยมแนวทางฆราวาส และเหล่าผู้นำกองทัพทั้งหลาย เพราะแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมคือการปรับเปลี่ยนอียิปต์สู่แนวทางอิสลามในทุกๆ มิติของการดำเนินชีวิตทางสังคม แม้จะดำเนินการปกครองไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยก็ตาม

              แต่ถ้า ชาฟีก ได้เป็นประธานาธิบดี สิ่งที่จะตามมาก็คือความขัดแย้งกันระหว่าง 2 สถาบันการเมืองหลักของประเทศ เพราะแม้ว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมจะมีเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ  แต่อำนาจตัดสินใจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันกลับอยู่ที่ประธานาธิบดี นอกจากนั้น ชาฟีก ยังเป็นเสมือนเงาของอำนาจเก่า ซึ่งถูกโค่นล้มลงไป การกลับมาของชาฟีกจึงเท่ากับการกลับมาของอำนาจเผด็จการ ซึ่งอาจนำไปสู่การชุมนุมประท้วงของประชาชนอีกระลอกก็เป็นได้

              ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังการเลือกตั้งรอบตัดสิน ที่แน่ๆ คือผู้นำคนใหม่ของอียิปต์จะต้องเผชิญปัญหาท้าทายใหญ่หลวงชนิดที่ไม่มีผู้นำคนไหนของอียิปต์เคยเจอมา เพราะนอกจากจะต้องกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำลงมากนับตั้งแต่เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่แล้ว ผู้นำยังต้องคำนึงถึงบทบาทของศาสนาในทางการเมืองและอนาคตประชาธิปไตยของประเทศ ที่สำคัญคือความสัมพันธ์กับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่อียิปต์คอยพึ่งพิงตลอดมา ตลอดจนการทบทวนสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอลที่กระทำขึ้นในปี 1979 นอกจากนั้น นับตั้งแต่การปฏิวัติโค่นอำนาจเผด็จการเมื่อต้นปีที่แล้ว บ้านเมืองอียิปต์ยังไม่สามารถกลับไปสู่ความปรกติสุข เกิดอาชญากรรมมากมายตามท้องถนน บ้านเมืองไร้ขื่อแปเพราะหน่วยงานตำรวจล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่

              ขณะเดียวกันกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ยังไปไม่ถึงไหน จนถึงขณะนี้คณะกรรมการยกร่างฯ เองก็ยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นเลย อีกทั้งยังไม่มีการถกเถียงถึงระบบการแบ่งสันอำนาจกันใหม่ระหว่างรัฐสภากับประธานาธิบดี ส่วนประเด็นเรื่องการปกป้องคุ้มครองสิทธิพลเมืองก็ยังไม่มีใครพูดถึง ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือเป้าหมายหลายประการของการปฏิวัติประชาชนก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

              เพราะแม้ว่าจะสามารถโค่นอำนาจเผด็จการลงได้  แต่โครงสร้างของระบอบเดิมก็ยังคงดำรงอยู่ กองกำลังความมั่นคงภายในและพวกสายลับ ซึ่งนำพาอียิปต์ไปสู่ความเป็น “รัฐตำรวจ” ที่คอยจำกัดสิทธิเสรีภาพและทำร้ายประชาชนในรูปแบบต่างๆ ตลอดมา ยังไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุง หน่วยงานภาครัฐซึ่งเคยชินกับการทำงานตามระบบอุปถัมภ์และการคอรัปชั่น ยังไม่ได้ถูกปฏิรูปให้ดีขึ้น ขณะที่เครือข่ายนายทหารเกษียณราชการยังยึดกุมตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไว้ได้อยู่

              ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีคนใหม่ต้องรีบเร่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงแก้ไข มิเช่นนั้นอียิปต์ก็จะกลับไปสู่สภาพเผด็จการครองเมืองเหมือนเดิม