ข่าว

'อำนาจเงินตราลาภยศ'ไม่จีรังก็ยังอยากได้

'อำนาจเงินตราลาภยศ'ไม่จีรังก็ยังอยากได้

01 มิ.ย. 2555

'อำนาจ เงินตรา ลาภยศ'ไม่จีรังก็ยังอยากได้ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

            เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งเป็น “ตุลาการ” เรามักแลกเปลี่ยนความคิดความอ่านทั้งเรื่องราวบ้านเมือง ตั้งแต่กรณี “ตุลาการภิวัฒน์” ไปกระทั่งถึงคดียึดทรัพย์ แม้แต่เรื่องชาวบ้าน ดารา นักร้อง “ศาสนา” เราก็พูดคุยกันอยู่เนืองๆ ด้วยความที่กัลยาณมิตรของผมท่านนี้เป็นคนธรรมะธัมโม ถือศีลศึกษาธรรมะโดยมองไปไกลถึงชีวิตในโลกหน้า ผมจึงได้ “ข้อคิดอุทาหรณ์ที่เก็บเกี่ยวได้มาหลายประการ เห็นควรนำมาเล่าสู่และเปรียบเปรยกับการเมืองของประเทศในขณะนี้ได้พอสมควร”
 
              ล่าสุด เราพูดคุยกันถึงกรณี “ความอยากได้อยากมีของมนุษย์” คล้ายๆ การต่อสู้แย่งชิง “อำนาจทางการเมือง” ของฝักฝ่ายต่างๆ ทางการเมืองในเวลานี้ ผมเชื่อว่าลึกๆ ทุกคนอยากได้ “อำนาจ” เมื่อได้อำนาจจะเอาไปใช้ทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์สิ่งใดเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ได้
 
              อันว่า “อำนาจ เงินตรา ลาภยศ” ใครๆ ก็อยากได้ ถึงกับมีภาษิตจีนโบราณที่เราน่าจะคุ้นเคยกันถึงคนมีเงินมีอำนาจแม้แต่ผียังยอม “ซูฮก” เป็นข้ารับใช้ ผมเห็นการชุมนุมและเคยเดินผ่านที่ชุมนุมใหญ่ๆ ของทุกสีเสื้อ ได้ยินได้ฟังสิ่งเหมือนๆ กันอยู่อย่างหนึ่งคือถ้อยคำเรียกผู้ชุมนุมว่า “พี่น้อง” และถ้อยคำปลอบประโลมชักจูงใจผู้ชุมนุมให้เต็มไปด้วย “ความหวังอันสดใส”
 
              เพื่อนคนเดียวกับที่กล่าวถึงเคยเปรยๆ แนะนำให้ผมพิจารณาความเที่ยงแท้ของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “วัฏสงสาร” เป็นการเวียนว่ายตายเกิดตามกรรมของมนุษย์ ว่ากันว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นช่างยากยิ่งดุจดังความบังเอิญของเต่าทะเลว่ายน้ำไปพบกับขอนไม้ที่มีรูให้เต่าสอดหัวเข้าไปได้ ฟังดูบางคนอาจเห็นเป็นเรื่องขำๆ ท่านเลยชี้แนะให้เห็นว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อ เพราะมองไม่เห็นกับตา สัมผัสไม่ได้ แต่นั่นมิใช่หมายถึงการไม่มีอยู่จริงของหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทึกทักว่า เพ้อเจ้อ หรือ เหลวไหล”
 
              ผมเห็นว่ามนุษย์อย่างพวกเราใช้ชีวิตโดยอายุขัย มีเวลาอยู่หลายสิบปีก็จริง แต่คงเทียบได้ยากกับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงให้แนวทางไว้ในพระไตรปิฎก ถึงโอกาสที่เราจะได้พบกับ “โลกใหม่” ที่พวกเราไม่จำเป็นต้อง “กอบโกย” ไม่ต้อง “เรียกร้อง” หรือ “แย่งชิง” และการมีชีวิตที่มีเวลาเหลือเฟือ สำหรับปีนี้ตรงกับ “พุทธชยันตี” อีกสองสามวันจะตรงกับวันวิสาขบูชา เป็นโอกาสให้มนุษย์น่าจะได้พากันตั้ง “สติ” ระลึกถึงสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ซึ่งโดยความเป็นพุทธศาสนิกชน ผมอาศัย “ศรัทธา” เป็นเครื่องนำทาง จึงไม่ตั้งคำถามว่าสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่อย่างไร เพราะมองว่าในหลายๆ ครั้ง การใช้ “ปัญญาตริตรองมากเกินไป” จะไม่เอื้อให้เรา “ยอมรับ” หรือ น้อมนำสิ่งที่แปลกแยกไปจากสิ่งที่เรารู้เราเข้าใจได้ ต่อเมื่อเรา “เปิดใจกว้างยอมรับ” ผมเชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนทางไปสู่ “ปัญญาความรู้แจ้ง” ต่อไปได้
 
              ผมเคยมีโอกาสพูดคุยกับคนหลายประเภท รวมไปถึงมนุษย์จำพวกหมกมุ่นกับ “อำนาจ เงินตรา ลาภยศ” คนพวกนี้เขายืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่เชื่อใน “ชีวิตโลกหน้า” เขามองเพียงว่าเกิดมาได้เพียงครั้งเดียว (One Life) ทำให้ผมไม่แปลกใจว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้แต่คิดอยากได้ อยากมี ไม่เคยพอ และยังคิดแต่จะเบียดเบียนเพื่อให้ตนเองมีความสุขมากที่สุด ไม่เกรงกลัวต่อบาป เพราะคำตอบอยู่ที่ว่า “คนเหล่านี้ไม่เชื่อในบาปบุญคุณโทษไม่เกรงกลัวหรือละอายต่อสิ่งที่คนอีกกลุ่มเช่นพวกเราเชื่อถือศรัทธา” อ่านดูตั้งแต่ต้นอาจคล้ายๆ เป็นการนำพระธรรมคำสอนมาเผยแพร่ แต่แท้จริงเรื่องเหล่านี้เราต่างรู้ซึ้งไม่แพ้กัน ผมเพียงตอกย้ำและให้ท่านได้เข้าใจว่า “ทำไมคนเราจำนวนหนึ่งถึงอยากได้อำนาจ และเมื่อมีอำนาจ เขาไม่รอช้าที่จะทำทุกอย่าง เพราะเขาไม่แน่ใจว่าอำนาจจะอยู่กับเขาอีกนานเท่าใด” นี่คือสัจธรรม