
นักโทษประหาร
นักโทษประหาร : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล [email protected]
มีข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับเวียดนามข่าวหนึ่งซึ่งบางคนอาจจะมองข้ามหรือเห็นเป็นเพียงเรื่องแปลกๆ นั่นก็คือการที่ทางการเวียดนามสั่งเลื่อนการประหารชีวิตนักโทษออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากขาดแคลนยาพิษที่ใช้ในการฉีดเพื่อทำให้นักโทษเสียชีวิต ขณะนี้เวียดนามมีนักโทษที่รอการประหารชีวิตอยู่กว่า 400 ราย ซึ่งทั้งหมดจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำต่อไปจนกว่าทางการเวียดนามจะสามารถหายาพิษหรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมได้
ตามรายงานข่าวกล่าวว่า ไม่ใช่มีเพียงเวียดนามประเทศเดียวที่ขาดแคลนยาพิษที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษ เพราะก่อนหน้านั้น เรือนจำในรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการประหารชีวิตนักโทษมากที่สุดของสหรัฐ ก็เปิดเผยว่ามียาพิษดังกล่าวเหลืออยู่เพียงโดสเดียว เนื่องจากบริษัทของสหภาพยุโรปซึ่งเป็นผู้ผลิตยาพิษชนิดนี้ ได้ยุติการผลิตจำหน่าย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของสหภาพยุโรปที่ต่อต้านโทษประหารชีวิตในประเทศต่างๆ
โทษประหารชีวิตเป็นโทษสูงสุดที่กฎหมายของรัฐต่างๆ นับแต่อดีต บัญญัติให้ผู้กระทำผิดได้รับ เพื่อให้ประชาชนเกิดความยำเกรง โทษประหารชีวิตในสมัยโบราณมีตั้งแต่ การตัดศีรษะ การฝังทั้งเป็น การเผาทั้งเป็น การให้ตกเป็นเหยื่อของงูพิษหรือสัตว์ร้าย การผ่าท้อง รวมทั้งการใช้ม้าแยกร่างกายออกจากกันของมองโกล การตรึงไม้กางเขนของชาวโรมัน การแล่เนื้อของจีน เป็นต้น ในยุคต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีความเจริญขึ้น โทษประหารชีวิต ได้ถูกเปลี่ยนไปสู่การแขวนคอ การรมก๊าซพิษ การยิงเป้า การนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า และการฉีดยาพิษเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีการกล่าวว่าเป็นวิธีที่มีความสยดสยองน้อยที่สุด เพราะเรือนจำบางแห่งในสหรัฐ ต้องดำเนินการถึง 3 ขั้นตอน คือขั้นแรกฉีดสารให้นักโทษหมดสติ ขั้นที่สองฉีดสารให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และขั้นสุดท้ายฉีดสารให้หัวใจหยุดทำงาน
เวียดนามแต่เดิมใช้วิธีประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยแต่ละปีจะมีการยิงเป้านักโทษประมาณ 100 คน แต่ได้เปลี่ยนเป็นการฉีดยาพิษเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ด้วยเหตุผลประการหนึ่งว่า ขาดแคลนผู้ทำหน้าที่เพชฌฆาต โทษประหารชีวิตของเวียดนามใช้สำหรับคดีอาญา 22 ประเภท ซึ่งคดีที่มีมากที่สุดได้แก่ฆาตกรรม และค้ายาเสพติด แต่เมื่อไม่นานมานี้รัฐสภาเวียดนามได้มีมติให้แก้ไขกฎหมายอาญาเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต ในคดีต่างๆ 7 ประเภท ได้แก่คดีลักลอบเข้าเมือง คดีให้สินบนเจ้าพนักงาน คดีปลอมแปลงเงินตราและพันธบัตร คดีโจรสลัดและสลัดอากาศ คดีทำลายอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร คดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์ และคดีข่มขืน
สัตยาบันพิธีสารฉบับที่ 13 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป กำหนดให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในทุกกรณี ซึ่งในปี 2554 มี 33 ประเทศ ได้เปลี่ยนจากโทษประหารชีวิตเป็นโทษอื่น หรือการให้อภัยโทษ อย่างไรก็ตามในปีที่แล้ว มีข้อมูลว่ามีผู้ได้รับการตัดสินลงโทษประหารชีวิต อย่างน้อย 1,923 คน ใน 63 ประเทศทั่วโลก
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีจำนวนผู้ถูกประหารชีวิตมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในโลกรวมกัน และการถูกประหารนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการไต่สวนคดีอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม ทำให้ประชากรร้อยละ 95 อยู่ในรัฐที่มีกฎหมายและโทษประหารชีวิต ดังนั้น เครือข่ายต่อต้านโทษประหารชีวิตแห่งเอเชียและแปซิฟิก จึงได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ ไว้ 4 ประการ คือ
1.จัดทำความตกลงชั่วคราวเพื่อยุติการใช้โทษประหารชีวิต ทั้งนี้ เป็นไปตามมติสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
2.เปลี่ยนโทษจากการประหารชีวิตเป็นโทษอื่น
3.แก้ไข กฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ เพื่อประกันให้เกิดการไต่สวนคดีอย่างเป็นธรรม ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการส่งเสริมหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิการเข้าถึงทนายความ และการคุ้มครองจากการบังคับให้สารภาพและการเลือกปฏิบัติ
4.ในระหว่างการรอยกเลิกโทษประหารชีวิต ต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่จำกัดการใช้โทษประหารชีวิตอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะให้นำมาใช้ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญาขั้นร้ายแรงที่สุด และให้ยกเลิกระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว
ครับ บางทีข้อเสนอแนะดังกล่าว อาจเป็นหนทางที่ดีในการแก้ไขการขาดแคลนยาพิษที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษก็ได้



