
นายกฯรับกู้4แสนล้านสะดุดรอศาลรธน.ตีความ
อภิสิทธิ์ เผยจันทร์นี้ (18 พ.ค.) ยังประชุมร่วมรัฐสภา เพราะยังมี พ.ร.บ.เงินกู้และร่าง พ.ร.ก.ฉบับอื่นที่ต้องพิจารณา ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านต้องพักไว้ก่อน รอศาลรัฐธรรมนูญตีความ มั่นใช้เวลาไม่นาน "โฆษกพท."ยันยื่นร้องศาลรธน.ชี้ขาด รบ.ออกพรก.กู้เงิน
ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงินต่างประเทศในวันจันทร์ ที่ 18 พ.ค. ว่า ขณะนี้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา รับทราบแล้วว่าฝ่ายค้านเข้าชื่อเพื่อยื่นหนังสือผ่านทางเลขานุการฯ ขั้นตอนต่อไปนายชัย จะต้องตรวจสอบรายชื่อเพื่อให้มั่นใจว่าถูกต้องตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าใจว่านายชัย คงจะดำเนินการภายในสุดสัปดาห์แล้ว และคงจะแจ้งผลให้ทราบในวันที่ 18 พ.ค.นี้ หากปรากฎว่าขั้นตอนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการรัฐบาลก็ต้องชะลอการพิจารณา ร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ไว้ก่อน โดยต้องรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเสร็จ คาดว่าคงจะมีการดำเนินการโดยเร็ว ส่วนการประชุมสภาในวันที่ 18 พ.ค.ก็ยังคงมีอยู่เพราะฝ่ายค้านยื่นตีความ พ.ร.ก.เพียงฉบับเดียว ส่วน พ.ร.ก.เรื่องบุหรี่ น้ำมัน และ พ.ร.บ.เงินกู้ในช่วงที่ 2 ก็ยังสามารถพิจารณาต่อไปได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนได้กำชับให้กระทรวงการคลังเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมที่สุดในเรื่องการออกพันธบัตรและเรื่องต่างๆ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความเรียบร้อยแล้วเราก็สามารถดำเนินการได้ทันที
ผู้สื่อข่าวถามว่าเตรียมแผนสำรองเพื่อหาเงิน 4 แสนล้านหรือยัง หาก พ.ร.ก.ขัดกับรัฐธรรมนูย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมการเรื่องต่างๆ เช่น การออกตราสาร การออกพันธบัตรซึ่งตนได้เร่งรัดไปแล้ว และจะพยายามไม่ให้มีผลกระทบเกิดขึ้น และเชื่อว่าการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญคงจะไม่ล่าช้า
เมื่อถามว่า เป็นการนำการเมืองมาเกี่ยวข้องจนส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนหรือไม่ นายกรัฐมตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน และตนพยายามยืนยันมาตลอดว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงแน่นอน และพร้อมให้มีการตรวจสอบการใช้เงินให้มีความโปร่งใสมากที่สุด อีกทั้งในสภาก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบโดยเชิญบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ช่วยกันติดตาม และอยากเห็นเครื่องมือนี้มีความคล่องตัว รวดเร็ว เพราะยิ่งเราสามารถลงทุนได้เร็วขนาดไหนประชาชนก็จะได้ประโยชน์เร็วมากยิ่งขึ้น
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลเตรียมแผนสำรองไว้หรือไม่หากเกิดอุบัติเหตุกับร่างพ.ร.ก.เงินกู้ นายอภิสิทิธิ์ กล่าวว่า เราไม่คิดว่าจะมีอุบัติเหตุแต่เราคิดว่าจะต้องเดินหน้าทำตรงนี้ต่อไป และเตรียมตัวไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันเพราะขณะนี้ตนยังมั่นใจว่าเราชี้แจงได้
เมื่อถามว่านายชินวรณ์ บุญยเกียรติ์ ประธานวิปรัฐบาลระบุว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญแต่รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ เอาไว้ให้เกิดเหตุก่อน ”
"โฆษกพท."ยันยื่นใช้สิทธิ์ตามรธน.
ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา10.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 จำนวน 4 เเสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคไม่ต้องรับผิดชอบทั้งในทางกฎหมายและทางการเมือง เพราะการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นพรรคใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 ที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล อีกทั้งมาตรา 185 วรรคสองก็ยังบัญญัติว่า เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับความเห็นแล้ว ให้รอการพิจารณาพ.ร.ก.ดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่หากรัฐบาลจะรีบกู้เงินก็ยังทำให้ในช่วงเวลานี้เพราะพ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วเพียงแต่ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า พรรคทำหน้าที่เเทนประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าครม.ใช้อำนาจโดยมิชอบ หลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภาในการตราพ.ร.ก.ดังกล่าว ฉะนั้นสิ่งที่นายชินวรณ์ระบุว่าพรรคต้องรับผิดชอบนั้น เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองของนักการเมืองจากพรรคเก่าแก่เพื่อกลบความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น ขอเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ว่ากำลังคิด และทำอะไร จึงซ่อนเร้นและกำหนดว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้นไม่ต้องส่งเงินเข้าคลังก่อน และยังจัดสรรให้กระทรวงต่างๆโดยตัดอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภาไป
โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่ครม.เห็นชอบการขึ้นภาษีน้ำมันลิตรละ 5 บาท ว่า หากย้อนไปดูช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงไว้ ในนโยบาย 99 วันทำได้ทันที มีการระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกกองทุนน้ำมันและนำเงินมาลดราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาท ซึ่งนโยบายสวยหรูนี้พรรคประชาธิปัตย์ลืมไปแล้วหรือไม่ จึงเปลี่ยนนโยบายเป็น 99 วันกู้ทันทีสร้างหนี้ทั่วไทย แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ก็ถนัดกู้เมื่อนั้น
โพลล์ชี้คนไทยสุขเพิ่มต่อเนื่อง
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง ศึกษาแนวโน้มดัชนีความสุขมวลรวมของประชาชนภายในประเทศ ประจำเดือนเมษายน 2552 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,325 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 6-16 พฤษภาคม 2552 พบว่า ผลค่าความสุขมวลรวมของประชาชนภายในประเทศ ประจำเดือนเมษายนจนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ค่าความสุขมวลรวมของสาธารณชนภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 5.78 ในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 6.18 คะแนน ในเดือนมีนาคม และสูงขึ้นมาอยู่ที่ 7.17 คะแนนในการวิจัยครั้งล่าสุด
นายนพดล กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญหลายปัจจัยที่มีผลต่อความสุขมวลรวมของประชาชนภายในประเทศมีค่าสูงอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ได้แก่ ความสุขต่อความจงรักภักดีอยู่ที่ 9.32 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน วัฒนธรรมประเพณีไทยอยู่ที่ 8.22 คะแนน บรรยากาศภายในครอบครัวอยู่ที่ 8.13 คะแนน สุขภาพกายอยู่ที่ 7.76 คะแนน สภาวะการนอนหลับได้สนิท อยู่ที่ 7.59 คะแนน และสุขภาพใจอยู่ที่ 7.56 คะแนน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กลุ่มปัจจัยที่ยังคงทำให้ประชาชนมีความสุขในระดับท้ายๆ ยังคงเป็นเรื่องสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ คืออยู่ที่ 5.05 และ 5.25 คะแนน
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยพบว่า มีตัวชี้วัดหลายตัวที่คนไทยมีความสุขเพิ่มสูงขึ้นได้แก่ ความสุขต่อความจงรักภักดีเพิ่มสูงขึ้นจาก 9.17 มาอยู่ที่ 9.32 วัฒนธรรมประเพณีไทยเพิ่มขึ้นจาก 8.12 มาอยู่ที่ 8.22 สภาวะการนอนหลับได้สนิทเพิ่มขึ้นจาก 7.24 มาอยู่ที่ 7.59 ระบบการศึกษาของประเทศเพิ่มขึ้นจาก 6.69 มาอยู่ที่ 7.15 บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชนเพิ่มขึ้นจาก 6.43 มาอยู่ที่ 7.12 ความเป็นธรรมทางสังคมที่ได้รับเพิ่มขึ้นจาก 5.79 มาอยู่ที่ 6.15 และแม้แต่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ก็ยังพบว่าความสุขของประชาชนต่อปัจจัยทั้งสองเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 4.96 มาอยู่ที่ 5.25 และ 4.48 มาอยู่ที่ 5.05 คะแนนตามลำดับ



