
'ปู'โวกลางวงWEFการเมืองมีเสถียรภาพ
'ยิ่งลักษณ' โวกลางวงWEF ไทยเน้นสมดุล 'ศก.เติบโต - เสถียรภาพทางราคา' ชี้แค่ไตรมาสแรกโต 11% แจงการเมืองมีเสถียรภาพ เดินหน้าปรองดอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงโรงแรมแชงกรีลา เพื่อเข้าร่วมการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกว่าด้วยเอเชียตะวันออก(World Economic Forum on East Asia) ครั้งที่ 21 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ โดยหลังจากมาถึงนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกิจกรรม CNBC Power Breakfast ที่ห้องแองเจลินี ภายในโรงแรมดังกล่าว จัดโดยสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Asia’s New Reality : Growth vs. Inflation” ว่า ประเทศไทยมีความภูมิใจในการเจ้าภาพจัดงาน World Economic Forum on East Asia ทำให้รัฐบาลและนักธุรกิจชั้นนำมีโอกาสพบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกำหนดแผนยุทธศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายในภูมิภาค โดยหัวข้ออภิปรายเช้านี้ คือ “Asia’s New Reality : Growth vs. Inflation ” เป็นที่สนใจและสอดคล้องกับสถานการณ์ของภูมิภาคเอเชียในปัจจุบัน เพราะขณะที่รัฐบาลกำลังมองหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คำนึงแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อเช่นกัน
"รัฐบาลไทยพยายามรักษาความสมดุลระหว่างการกระตุ้นการเติบโตและเสถียรภาพทางราคา โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจโลกถดถอย เป้าหมายสำคัญ คือ การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เดินหน้าในส่วนของการลงทุนสาธารณะ ตามแผนงานงบประมาณให้เป็นไปตามกำหนดการ ขณะเดียวกันมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเฝ้าระวังแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ ผ่านเครื่องมือทางเศรษฐกิจมหภาคต่างๆ ด้วยมาตรการและนโยบายต่างๆ เหล่านี้ คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจอยู่ที่ร้อยละ 5.5 -6.5 ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ในช่วงร้อยละ 3.5 - 4.0 และแม้นว่าอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 0.7 รัฐบาลก็ใช้โอกาสนี้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ผ่านนโยบายแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งเชื่อว่า จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการลงทุน และในความจริง การใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศที่แข็งแกร่งส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโตสูงถึงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สถานการณ์เงินเฟ้อเป็นเพียงความท้าทายอย่างหนึ่งในความท้าทายต่างๆ ของภูมิภาค ในขณะที่ภูมิภาคนี้ กำลังจะกลายตัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจโลก จึงจำเป็นต้องหามาตรการเพื่อลดความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องส่งเสริมความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค (Connectivity) เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะกระจายไปอย่างกว้างขวางตามระเบียงเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่อให้การเติบโตและการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดผลผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ การที่ไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเติบโตทางตลาดจะทำให้คนชั้นกลางเพิ่มมากยิ่งขึ้น การลงทุนและตลาดโลกเปิดกว้างและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และที่ตั้งของประเทศที่ได้เป็นประโยชน์ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมหลากหลาย ผนวกกับแรงงานฝีมือที่อุทิศตนเพื่อการทำงาน และความเป็น ประชาธิปไตยที่อยู่บนพื้นฐานหลักนิติธรรม การให้ความเคารพและอดทนต่อความแตกต่าง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่ออีกว่า การแก้ปัญหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประเทศมีความยืดหยุ่น โดยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และรัฐบาลได้ทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถต้านทานต่อภัยพิบัติได้ โดยได้มีการลงทุนกว่า 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ในระบบการจัดการน้ำของประเทศ รวมทั้งการประสานงานภายใต้การสั่งการเดียวกัน
"สำหรับประเด็นการเมืองนั้น ไทยมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น รัฐบาลได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างชัดเจนจากผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้มาลงคะแนนสูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ รัฐบาลจึงได้เดินหน้ากระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ" น.ส. ยิ่งลักษณ์กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า ความแข็งแกร่งของพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความเป็นประชาธิปไตย เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ไทยพร้อมเสนอโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ สำหรับชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ทั้งไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน



