
วิสาขบูชา...
วิสาขบูชา...กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ [email protected]
“สิ่งเหล่าใดเกิดมาเพราะมีเหตุทำให้เกิด พระตถาคตเจ้าแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น
พร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิงของสิ่งเหล่านั้นเพราะหมดเหตุ พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้”
(“คู่มือมนุษย์” / พุทธทาสภิกขุ)
ในหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนกล่าวว่า หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จไปถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงกรุงพาราณสี ทรงแสดงธรรมครั้งแรกที่มีชื่อว่า อนัตตลักขณสูตรแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์นั้น มีใจความสำคัญคือ
1.รูป (ร่างกาย) เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร (ความคิดหรือเจตนา) และวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตาหู เป็นต้น) ไม่ใช่ตน ถ้าเป็นตนก็จะบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างนั้นได้
เพราะไม่ใช่ตนจึงบังคับบัญชาไม่ได้
2.แล้วตรัสถามให้ตอบเป็นข้อๆ ไปว่า ขันธ์ 5 (มีรูปเป็นต้นนั้น) เที่ยงหรือไม่เที่ยง ตอบว่า ไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือสุข ตอบว่าเป็นทุกข์ สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา
ตอบว่า ไม่ควร
3.ตรัสสรุปว่า เพราะเหตุนั้น ควรเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า รูปเป็นต้นนั้น ทุกชนิดไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
4.ตรัสแสดงผลว่า อริยสาวกผู้เห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายรูปเป็นต้นนั้น เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ว่า สิ้นชาติอยู่จบพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่ต้องทำหน้าที่อะไรเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับ ณ ป่าไม้ประดู่ลายใกล้กรุงโกสัมพี ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายมีความดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เรื่องอะไรเล่าที่เราบอก เราบอกว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหตุไรเล่าเราจึงบอกเรื่องนี้ ก็เพราะว่าเรื่องนี้ประกอบด้วยประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบระงับ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้เป็นไปเพื่อนิพพาน เราจึงบอกเพราะเหตุนั้น
เพราะเหตุนั้นแลจึงควรกระทำความเพียร (เพื่อรู้อริยสัจ 4 ตามเป็นจริง) ว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์”...
วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายนที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นวันเพ็ญเดือน 6 วันวิสาขบูชาอันเป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้รับการยกย่องให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากลโลก ในขณะที่ของไทยเราได้มีวันวิสาขบูชานี้มาตั้งแต่ยุคสุโขทัยแล้ว
วันวิสาขบูชานี้ นอกจากจะเป็นที่รู้ดีกันว่า เป็นคล้ายวันเกิดเหตุสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมาตรงเป็นวันเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว วันวิสาขบูชาปีนี้ยังเป็นวาระพิเศษครบ 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่เรียกกันว่า พุทธชยันตี แห่งการอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนาอีกด้วย
ท่านพุทธทาสภิกขุได้อธิบายไว้ว่า พระพุทธเจ้าแปลว่าผู้รู้ พุทธศาสนาหมายถึง ศาสนาของผู้รู้ คือรู้ธรรมหรือสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงและเป็นอยู่ คือถ้าเกิดความทุกข์ก็จะต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นและเผาไหม้เราอยู่นั้นคืออะไรแน่ และเมื่อรู้ถึงที่สุดแล้ว ความไม่รู้ (อวิชชา) ก็จะหมดไป ข้อปฏิบัติต่างๆ ของพระพุทธศาสนาจึงมีไว้เพื่อให้วิชชาเกิด ซึ่งก็นำไปสู่ความดับทุกข์นั่นเอง
วันวิสาขบูชาหมายถึงวัน มหาบูชา อันเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องในโอกาสประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานนี้ เมื่อเวียนมาถึงจึงเปรียบเหมือนกับแสงสว่างแห่งสติปัญญาที่ได้มาเยี่ยมกรายแก่ดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่กำลังลุ่มหลงอยู่ในท่ามกลางกองเพลิง
จึงน่าที่พุทธบริษัททั้งหลายควรจะได้พิจารณา และถือเอาประโยชน์อันสูงสุดของวันวิสาขบูชานี้ไว้ให้ได้เท่าที่ควร โดยไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัทผู้นับถือพุทธศาสนา



