ข่าว

สัปดาห์ไหนพยายามปรองดองมากก็จะปรองดองน้อย

สัปดาห์ไหนพยายามปรองดองมากก็จะปรองดองน้อย

31 พ.ค. 2555

สัปดาห์ไหนพยายามปรองดองมากก็จะปรองดองน้อย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

           ก็ว่ากันไปตามชื่อนั่นแหละครับ ความจริงก็ไม่รู้ว่าต้องเขียนอะไรมากกว่าที่เขียนตามหัวคอลัมน์ไปนั่นแหละครับ เพราะแทบจะพูดได้เลยว่า สัปดาห์ไหนมีเรื่องเกี่ยวกับการปรองดอง ก็แทบจะฟันธงได้เลยครับว่าสัปดาห์นั้นก็จะมีความปรองดองน้อยกว่าปรกติในสังคม
 
              พูดกันแบบกวนโอ๊ยสุดๆ ก็คือ ความพยายามปรองดอง จะแปรผกผันกับระดับของการปรองดองของสังคมเสมอ
 
              แต่ถ้าพูดแบบนี้ ก็จะดูเหมือนงง แต่ไม่งงหรอกครับ เพราะสัปดาห์ไหนมีความพยายามที่จะไม่ปรองดอง อาทิ การขัดขืนจะไม่ปรองดองด้วยการไม่ทำอะไร หรือแม้แต่จะเสนอว่าควรจะไม่ปรองดองอย่างไร (รวมกระทั่งว่า จะปรองดองได้ก็จะต้องเอาความจริงมาพูดก่อน ไม่ว่าความจริงนั้นจะอยู่เหนือความปรองดอง หรือจะนำไปสู่ปัญหาที่จะทำให้ความปรองดองเกิดได้หรือไม่)
 
              ก็ไม่ได้ทำให้ความปรองดองคืบหน้าสักเท่าไหร่
 
              แล้วจะเขียนทำไมล่ะครับ คอลัมน์นี้? คำตอบก็คือบางทีเราอาจจะเผชิญปัญหาแบบเส้นผมบังภูเขาก็ได้ นั่นก็คือเรามัวแต่สนใจเรื่องความปรองดอง แต่เราอาจจะละเลยว่าที่ผ่านมานั้นเราพูดเรื่องความปรองดองกันมากบ้างน้อยบ้าง...
 
              แต่หลงลืมว่าเรื่องที่เราคงต้องพูดกันด้วยก็คือ ความปรองดองที่ผ่านมาถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากเครื่องมือสำคัญก็คือ "กฎหมาย"
 
              ดังนั้นผมคิดว่าบ้านเมืองเรากำลังเจอปัญหาสองเด้ง คือนอกจากจะไม่สามารถเข้าใจได้ตรงกันว่าความปรองดองคืออะไรแล้ว อาจจะมีปัญหาเข้าใจไม่ตรงกันหนักไปอีกว่า กฎหมายนั้นคืออะไร
 
              หรือว่าคิดให้แปลกเข้าไปอีก บางทีเราอาจจะไม่มีปัญหาเลยเรื่องความปรองดองในเชิงวัฒนธรรม ในความหมายว่าความปรองดองเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยากเลย เรียกว่าเกิดมาในชีวิตนี้ก็เคยปรองดองกันมาบ้างมากบ้างน้อยบ้าง แต่ครั้งนี้มันปรองดองกันไม่ได้จริงๆ ต่างหาก เพราะมันเป็นเรื่องของการประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของความถูกต้อง (ซึ่งเรื่องนี้ขอไม่พูดถึงในสัปดาห์นี้ แต่จะขอไล่ไปถึงเรื่องของกฎหมายเสียก่อน)
 
              เมื่อกลับไปตั้งหลักเรื่องกฎหมายแล้ว ก็ไม่ถึงขนาดต้องไปถึงประเด็นเชิงนิติปรัชญาอะไรมากมาย (ข่าวว่าวิชานี้นักกฎหมายไทยชอบหลับ เพราะความก้าวหน้าในชีวิตอยู่ที่การท่องมาตรา การท่องคำพิพากษาเก่า และฎีกา เสียมากกว่า) เอาแค่ว่า เวลาปรกติ เราก็ไม่ค่อยได้ตั้งคำถามกับกฎหมายเท่าไหร่ เพราะเราก็คิอว่า มันก็ต้องคือความถูกต้อง หรือบางทีก็อาจะอึดอัดบ้าง แต่เรากูรู้ว่ามันน่าจะดีกว่าไม่มี แม้ว่าเราจะไม่ชอบนักเพราะเราจะเสียประโยชน์หรือเสรีภาพบ้าง หรือบางคนอาจจะไปไกลขนาดมานั่งคิดว่า ตกลงกฎหมายมันคือหลักธรรมชาติ หรือหลักที่มนุษย์คิดมันขึ้นมาก็ตามแต่
 
              แต่พอมาถึงเรื่องที่เผชิญหน้ากันเรื่องความปรองดอง รวมถึงกรณีความขัดแย้งทางการเมือง เรากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ก็คือ ทุกฝ่ายมองว่า กฎหมายนั้นเป็น "เครื่องมือของผู้มีอำนาจ"
 
              สิ่งนี้แหละครับมันจะลำบาก เพราะเป็นไปได้ว่า ฐานของอำนาจมาจากจำนวนคน มาจากจำนวนเงิน มาจากความถูกต้องเชิงศีลธรรม และ/หรือ มาจากความถูกต้องตามหลักวิชา
 
              จะว่าไปแล้ว เวลาที่เรามองว่ากฎหมายมาจากเสียงข้างมาก และมาจากเงินข้างมาก เราก็คงจะมีลักษณะของความตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่เวลาที่เรารู้สึกว่ากฎหมายมันมาจากหลักศีลธรรมและหลักวิชา เราก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นนั้นมันถูก และ "ไม่มีวันที่จะผิด" หรือ "ผิดไปจากนี้ไปไม่ได้"
 
              ประเด็นของผมไม่ใช่จะต้องการบอกว่า ดังนั้นกฎหมายคืออะไรก็ได้ แต่ผมคิดว่าสุดท้ายเราคงหนีไม่พ้นว่าถ้ากฎหมายไม่ใช่เครื่องมือของฝ่ายที่มีอำนาจล่ะ? แต่กฎหมายเป็นของทุกคน ดังนั้นกฎหมายคือ "ข้อตกลง" เพื่อจะ "ยุติ" ปัญหาบางประการ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้กฎหมายก็จะสามารถเป็นของทั้งผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจได้ เพราะกฎหมายแบบนี้จะคำนึงถึงทุกฝ่าย และเน้นพูดกับทุกฝ่าย และด้วยกฎหมายเองต่างหากที่คำนึงว่าทุกคนเท่ากัน และความเท่ากันและฟังกันสำคัญกว่าความถูกต้องอื่นๆ
 
              บ้านเมืองเราเอาเข้าจริงอาจจะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจเรื่องกฎหมาย มากกว่าความเข้าใจเรื่อง "ข้อกฎหมาย" ซะ มั้ง?