ข่าว

ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วยเรื่องค่าแรง300บาท?

ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วยเรื่องค่าแรง300บาท?

31 พ.ค. 2555

ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วยเรื่องค่าแรง 300 บาท? : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร. นิตินัย ศิริสมรรถการ

          เมื่อครั้งก่อนผมเขียนถึงเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีค้างไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ต้องมาเขียนต่อในครั้งนี้ แต่เผอิญผมได้รับเกียรติให้ไปร่วมเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และได้มีการพูดถึงเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300ม บาทกัน ซึ่งพี่ๆ น้องๆ นักข่าวก็ให้ความสนใจกันในตัวเลขที่ผมแอบไปนั่งคำนวณโดยใช้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ จดกันทันบ้าง ไม่ทันบ้าง วันนี้ผมจึงขอถือโอกาสใช้คอลัมน์นี้ แซงคิวเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีมาพูดเรื่องค่าแรงก่อนนะครับ แล้วครั้งหน้าจะมาเขียนใช้คืนให้ครับ

          ตัวเลข สำนักงานสถิติฯ เขาบอกว่า ประเทศเรามีคนอยู่ในวัยแรงงาน 38 ล้านคนจากประชากรราว 64 ล้านคน ซึ่งใน 38 ล้านคนที่ว่านี้ เป็นมนุษย์ค่าจ้าง 17 ล้านคน นอกนั้นอีก 21 ล้านคนเป็นผู้ประกอบอาชีพ เช่น เกษตรกร คนขับแท็กซี่ หาบเร่ ฯลฯ...พวกนี้ไม่มีเอี่ยวกับนโยบายนี้ครับ...ในมนุษย์ค่าจ้างที่เป็นกลุ่มเป้าหมายนี้มี 11.5 ล้านคน หรือราว 3 ใน 4 มีค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน (สมมุติให้ทำงานเดือนละ 26 วัน ก็เท่ากับเงินเดือน 7,800 บาทครับ)

          ดูตัวเลขแล้วก็อดจะหดหู่ไม่ได้ครับ ค่าแรงขั้นต่ำ ตามหลักการณ์แล้วจะคำนวณมาจากรายได้ที่ต้องมีเพื่อใช้ดำรงชีพ (มีปัจจัย 4)...นี่มีแรงงานถึง 3 ใน 4 ที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานการดำรงชีพ แล้วอย่างนี้วัยพึ่งพิงอีก 26 ล้านคนจะไปพึ่งพิงใครครับ เพราะวัยทำงานยังพึ่งพิงตัวเองไม่ได้เลย

          มาต่อครับ ใน 11.5 ล้านคนนี้ อยู่ในธุรกิจขนาดเล็ก มีคนงานต่ำกว่า 20 คนเสีย 7 ล้านคน อยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีคนงานมากกว่า 20 คน อีก 3.5 ล้านคน อีก 1 ล้านคน อยู่ภาครัฐครับ ซึ่งถ้าจะขึ้นค่าแรงกันเป็น 300 บาททุกจังหวัดทั่วประเทศกันในวันนี้เลย ธุรกิจเล็กก็ต้องจ่ายเพิ่มรวมราวเดือนละ 28,700 ล้านบาท ธุรกิจขนาดใหญ่รับไป 8.6 พันล้านบาท รวมแล้วก็ 37,300 ล้านบาทต่อเดือนครับที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานจะได้เงินเพิ่มขึ้น และที่นายจ้างจะต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้นด้วย...ยิ่งทำตัวเลขไป ยิ่งขนลุกครับ ธุรกิจขนาดเล็กจะรับกันไหวหรือเปล่า จะปรับตัวกันได้ไหม ในกระบวน 37,300 บาท ที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานจะมีเม็ดใส่กระเป๋าเพิ่มขึ้นนี้ โคราชเขาได้เยอะสุดครับประมาณ 1,900 ล้านบาทต่อเดือน รองมาก็ กทม. 1,600 ล้านบาทต่อเดือน ถัดไปก็เชียงใหม่ 1,540 ล้านบาทต่อเดือน...ขึ้นค่าแรงกันจริง ร้านขายอาหารที่โคราชคงได้เฮกันครับเพราะผู้มีรายได้น้อยจ่ายเงินราว 48% ไปกับเรื่องอาหาร และข้อมูลของสำนักงานสถิติฯ เขาก็ชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีรายได้มากขึ้น รายจ่ายเพื่อการกินข้าวนอกบ้านก็จะเพิ่มขึ้นมากเสียด้วยสิครับ

          ที่พูดไปนั่นเป็นฝั่งเอกชนเขาครับ สรุปว่า ธุรกิจขนาดเล็กดูท่าจะอ่วมครับ งานนี้มาดูฝั่งรัฐบาลบ้าง...รัฐบาลเขาบอกว่า ผู้ประกอบการไม่ต้องห่วง เดี๋ยวรัฐบาลจะช่วยลดต้นทุนให้โดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่พอไปดูโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ผมเคยเขียนไปในครั้งก่อนแล้วจะเห็นว่า กรมสรรพากรเขาจัดเก็บภาษีนี้ได้จากบริษัทที่มีรายได้เกิน 2 ล้านบาทเพียง 2,322 ราย (0.7% ของบริษัทที่เสียภาษี แต่หากได้รายได้ภาษีถึง 85.6% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จัดเก็บได้ทั้งหมด...อีก 99.3% ของบริษัทที่เสียภาษี จ่ายภาษีรวมกันแค่ราว 4.5% ของที่เก็บได้ทั้งหมดเองครับ  

          สรุป...ธุรกิจขนาดเล็กโดนหนัก แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ประโยชน์จากภาษี...รัฐบาลกำลังจะบอกว่าอย่างงี้ใช่หรือเปล่าครับ ผมไม่ทราบหรอกครับ ว่ารัฐบาลกำลังจะบอกอะไร แต่ตัวเลขมันบอกอย่างนั้นจริงๆ ครับ

 

 

----------

(หมายเหตุ : ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วยเรื่องค่าแรง 300 บาท? : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร. นิตินัย ศิริสมรรถการ <[email protected]>)

----------