
'ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา' ภารกิจปกป้องผู้บริโภคโทรคมนาคม
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ก้าวมาทำหน้าที่เป็น 'หมอของการสื่อสารระบบโทรคมนาคมไทย'
จากอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ลงพื้นที่รักษาอาการป่วยของประชาชน และอดีตเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค วันนี้ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ก้าวมาทำหน้าที่เป็น 'หมอของการสื่อสารระบบโทรคมนาคมไทย'
โดยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และเป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเร่งผลักดันให้ออกไปสู่ผู้บริโภคโดยเร็วและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น
ยุคสมัยเปลี่ยน ทำให้การสื่อสารไร้สาย อย่าง 'โทรศัพท์มือถือ' กลายเป็น Mass production ของทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกระแสนิยมการใช้สมาร์ทโฟน สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การออกมาตรการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ กสทช. องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมากำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม
ในเวลาไม่ถึง 1 ปี การใช้งานสมาร์ทโฟน เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 60% ต่อปี ซึ่งมีผลไปถึงยอดการใช้งานและโหลดแอพพิเคชั่นที่ใช้ควบคู่กัน โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น Facebook Twitter เพิ่มขึ้นถึง 70% ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำหน้าที่ของ กสทช. ที่ต้องมีการกำหนดข้อกฎหมายใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานและเทคโนโลยี
ที่สำคัญคือ ต้องวิ่งตามการเปลี่ยนแปลง และสร้างกฎระเบียบต่างๆ ขึ้นมา ให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค
ทำให้ 'หมอ' ที่เคยรักษาโรคตามวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา ต้องกลับกลายมาเป็นผู้ต้องรักษาโรคทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างมุ่งมั่น และเชื่อว่าถ้างานจะเดินได้ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยที่ไม่ต้องลงไปต่อกรกับผู้ประกอบการ หรือโอเปอเรเตอร์ เหมือนแมวไล่จับหนู นั่นคือเมื่อออกกฎมาแล้ว ก็ทำตามกฎ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
"คุณมีประกาศ คุณก็ไล่ตามประกาศ ใครไม่ทำ ก็ปรับทางปกครอง พักใช้ เพิกถอนกันไป ถ้าทุกคนรู้ว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างก็จะเข้าที่ ตอนนี้เหมือนกับว่าคนไทยไม่ต้องข้ามทางม้าลาย ไฟแดงไม่ต้องรอ ซึ่งเคยตัวกับวิธีการเดิมๆ เช่น เราบอกว่าซิมการ์ดต้องจดทะเบียนเพื่อป้องกันการค้ายา ออกประกาศมาตั้งแต่ปี 2552 มาตอนนี้ยังไม่ทำอะไรเลย ขั้นตอนมันไม่รวดเร็วดังใจนึก ก็เลยต้องเร่งลงมือทำ ผมทำหนังสือทวงสำนักงานทุกเดือน จนเขาเริ่มไม่ชอบใจ แต่ที่ทวงเพราะต้องการใช้กฎหมายจริงจัง"
ประโยคที่ว่า 'คนไทยไม่ต้องข้ามทางม้าลาย ไม่ต้องรอไฟแดง' ที่ออกมาจากปาก นพ.ประวิทย์ เป็นสิ่งสะท้อนบริบททางสังคมไทย และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี
นพ.ประวิทย์ ยอมรับว่า เมื่อเทคโนโลยีมีความหลากหลายมากขึ้น การคุ้มครองผู้บริโภคต่อไปก็จะยากขึ้น แม้ปัญหาพื้นฐาน เช่น เรื่องราคา เรื่องคุณภาพยังมีอยู่ แต่สิ่งที่ตามมาคือ การบริการเสริมที่พ่วงมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี และ 4 จี คือตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
เช่น SMS ข่าว SMS ขายสินค้า พอผู้บริโภคมาร้องเรียน ค่ายมือถือจะโยนไปที่บริษัทผู้รับผิดชอบให้เป็นผู้กำหนดเนื้อหาข่าว ซึ่งแบบนี้จะเกิดอีกมากมายมหาศาล รวมถึงระบบ อีคอมเมิร์ซ จะกลับเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงต้องมานั่งหารือ ต้องมาแบ่งว่า ใครรับผิดชอบส่วนไหนให้ชัดเจน
"บ้านเราผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองถูกละเมิด แต่คนไทย 100 คนที่เจอปัญหา แต่ร้องเรียน 2 คน 98 คนวางเฉย เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้สิทธิ์ว่าถูกละเมิดแล้วต้องทำอย่างไร ไม่รู้ช่องทาง ซึ่งต้องให้ความรู้และช่วยกันเผยแพร่ แต่ก็มีข้อจำกัดในการดูแล คือการบังคับใช้กฎหมาย เรามีกฎหมายออกมาเป็นเล่มๆ เพื่อบังคับใช้ แต่เราขาดหน่วยงานตรวจสอบดูแลคุณภาพ ซึ่งได้ข้อมูลทางเดียวจากการรายงานของโอเปอเรเตอร์"
อย่างไรก็ดี เมื่อมีบริการใหม่ก็มีปัญหาใหม่ และเรื่องร้องเรียนจะแก้ยากขึ้น เพราะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ต้องมาดูกฎหมายฉบับโน้นฉบับนี้ของหลายหน่วยงานมาต่อจิ๊กซอว์กัน ในเรื่องร้องเรียนหนึ่งเรื่อง เกิดความยุ่งยากมาก ซึ่งในอนาคตหน่วยงานกำกับดูแล เช่น แบงก์ชาติ ไอซีที ต้องมาดูร่วมกัน ว่าจะกำหนดกฎหมายฉบับเดียวให้เป็นระบบได้หรือไม่
นพ.ประวิทย์ บอกว่า ตอนนี้เขาเริ่มวางนโยบายเพื่อปฏิรูประบบการสื่อสารไทย ไว้ 2 ระยะ คือ ระยะสั้น การกระตุ้นค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ให้เตรียมรับมือกับการคืนคลื่นความถี่จากสัญญาสัมปทานที่กำลังจะทยอยหมดอายุให้แก่ กสทช. และหันมามองหาทางเลือกอื่นในการประกอบธุรกิจ เช่น การประมูลใบอนุญาต 3 จี ขณะที่ในระยะยาว เป็นการพัฒนาระบบการสื่อสารจนถึงขั้นกำหนดกฎหมายขึ้นมาใหม่
ในอนาคตเมื่อ 3 จี หรือ 4 จี เกิดขึ้น ก็ต้องมาดูกฎหมายใหม่ เพราะระบบ 3 จี เป็นเทคโนโลยีที่สามารถติดตัวผู้ใช้ไปไหนต่อไหนได้ มันตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ ขณะที่โครงข่ายยังไม่มีคุณภาพ ก็ถือเป็นโจทย์ และเป็นการบ้านพิเศษ เช่น คนสองคนอยู่ที่เดียวกัน คนหนึ่งใช้ 3 จี อีกคนใช้เอจ แต่ความเร็วเท่ากัน ซึ่งพอมีการประมูลใบอนุญาต 3 จี ที่ล้มลุกคลุกคลานมานาน แน่นอนว่าเหมือนคลื่นทองที่ค่ายยักษ์ต่างต้องการ
แต่สิ่งที่เขาอยากให้ผู้ประกอบการคำนึงคือ ความสามารถในการให้บริการคุณภาพ การส่งสัญญาณ โครงข่ายที่ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างที่โฆษณา ไม่กระจุกตัวเฉพาะในพื้นที่ใหญ่ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และไม่อยากให้ผู้ประกอบการมองว่า คลื่น 3 จี เป็นเพียงธงที่ต้องแย่งชิงในทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ปัญหาระยะสั้น สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภายหลังจากค่ายทรูมูฟ หมดสัญญาสัมปทานเตรียมนำคลื่น 1,800 เมกะเฮิรตซ์ คืนให้กับ กสทช. ช่วงเดือนกันยายนปีหน้า และลูกค้าทรูมูฟ กว่า 16 ล้านคน จะต้องมองหาทางเลือกเพื่อสนองความต้องการ ซึ่ง กสทช.เป็นห่วงว่าค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ 2 ค่าย จะสามารถรองรับลูกค้ามากขนาดนั้นได้หรือไม่ เพราะเชื่อแน่นอนว่า 2 ค่ายยักษ์จะต้องกลายเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคในระดับใกล้เคียงกัน
"แน่นอนว่า ทรูอาจจะบอกว่า อยากย้ายลูกค้าไปทรูมูฟเอช ซึ่งในความจริงเราต้องถามลูกค้าก่อน เพราะลูกค้ามีสิทธิเลือก แต่เมื่อย้ายไปเจ้าใดเจ้าหนึ่งจะรับไหวมั้ย ไม่ใช่ย้ายไปเยอะแล้วระบบล่มทั้งหมด โครงข่ายรองรับมั้ย นั่นเป็นโจทย์ใหญ่"
ส่วนระยะยาว เขาเชื่อว่า ต่อไปข้างหน้าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำนำตลาดการแข่งขัน และรูปแบบของผู้บริโภคที่มีทางเลือกในการใช้บริการระบบ DATA หรือดิจิทัลมากขึ้น
ขณะที่คนใช้บริการเสียงก็ยังมีอยู่ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนเป็นดิจิทัลแน่นอน ซึ่งเราต้องเปลี่ยนตาม และวิวัฒนาการของผู้ประกอบการก็จะรวมเทคโนโลยีที่หลากหลายในบริษัทเดียว ทั้ง 3 จี 2 จี 4 จี เพื่อระบบใดระบบหนึ่งมีปัญหา ก็สามารถนำทรัพยากรมาแบ่งเพื่อรองรับไม่ให้กระทบลูกค้าได้ ซึ่ง กสทช.เป็นองค์กรของประเทศและเพื่อประชาชน ก็ต้องหาแนวทางคุ้มครองประชาชนตามกฎหมาย



