ข่าว

'ชาญวิทย์'เปิดใจไทยต้องปฏิรูปม.112

'ชาญวิทย์'เปิดใจไทยต้องปฏิรูปม.112

29 พ.ค. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ 'ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ' : 'สังคมไทย ต้องปฏิรูป ม.112' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา'

          ขณะที่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กำลังอ่อนเรี่ยวแรงเพราะขาดลมใต้ปีกหนุนช่วย  มีเพียงนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆที่เคลื่อนอย่างเอาจริงเอาจัง

          ผมมีโอกาสได้สนทนากับนักวิชาการประวัติศาสตร์อาวุโส  เป็นหัวหอกของขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฎิรูปม. 112 ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  ท่านได้วิเคราะห์ถึงมาตรา 112 ที่เชื่อมโยงกับทิศทางของสถาบันกษัตริย์ไว้อย่างลึกซึ้ง และผมจะขอยกบางช่วงของการสนทนามาเล่าต่อในพื้นที่ตรงนี้ ในวันที่ม.112 กลับมากลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้ง   

 

# วันนี้สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย ปรับดุลกันได้ลงตัวแล้วหรือยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีก?

          “ยังไม่ลงตัวนะครับ พูดตรงๆคือทำไมจึงมีกรณีมาตรา 112 เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก เป็นจุดที่ท้าทายว่าสถาบันกษัตริย์ จะมีการปรับตัว ปฎิรูปให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆได้หรือไม่ ถ้ามองย้อนกลับไป 80 ปีที่แล้ว บอกว่าคณะราษฎรใจร้อนก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องมองอีกด้านหนึ่งคณะเจ้าใจเย็นเกินไป ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกในปี 2470ซึ่งกระแสประชาธิปไตยแพร่หลายไปทั่วโลกได้

          ...ถ้าสถาบันกษัตริย์ในช่วงร.6 คาบเกี่ยวถึงร.7 ปรับตัวตามทิศทางของโลก 24 มิ.ย.2475 อาจจะไม่มี แต่อาจจะมีลักษณะของญี่ปุ่น คือพระเจ้าจักรพรรดิพระราชทานรัฐธรรมนูญไม่ต้องถูกยึดอำนาจ เหมือนสถานการณ์ปัจจุบันการที่สถาบันกษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ว่ากำลังอยู่ในช่วงของการที่มีข้อถกเถียงมากๆในเรื่อง ม.112 จะสามารถปฎิรูปหรือปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ได้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างยิ่ง”

 

# อาจารย์สรุปว่าตอนนี้ถึงโค้งที่สถาบันกษัตริย์ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะปรับตัวหรือไม่ปรับตัว?

          “ผมพูดแบบไม่อ้อมค้อม ถ้าเราจะรักษาประชาธิปไตย ถ้าจะรักษาสถาบันกษัตริย์ เราต้องปฎิรูปกฎหมายมาตรา 112 เราต้องดูตัวอย่างของประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์และเป็นประชาธิปไตย เราต้องดูประเทศที่ศิวิไลซ์ ไม่ดูประเทศที่ล้าหลัง   ซึ่งมาตรฐานของโลกในแบบประชาธิปไตยคืออังกฤษ และญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรปตะวันตกที่รักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้ ให้สถาบันกษัตริย์กับประชาชนอยู่คู่กันไป ไม่ใช่ให้สถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับประชาธิปไตย สังคมไทยถึงจุดที่ท้าทายอย่างมากๆ เราต้องไม่ฝืนกระแสโลก ยิ่งวันนี้การสื่อสารเร็วขึ้น มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค มีเฟซบุ้ค มียูทูป ถ้าไม่ดูปัจจัยภายนอกเลยมีสิทธิพัง” 

 

# แต่คนส่วนหนึ่งอาจจะบอกว่าสังคมไทยไม่ควรเปรียบเทียบกับสังคมประเทศอื่น?

          “สังคมไทยมีลักษณะพิเศษก็จริง แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ถ้าเราดูในโลกนี้ องค์การสหประชาชาติมีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ ถามว่าประเทศส่วนใหญ่เป็นระบบสถาบันกษัตริย์หรือประธานาธิบดี คำตอบคือประมาณ 80% เป็นประธานาธิบดี เกือบ 20% เป็นระบอบกษัตริย์ที่มีรัฐธรรมนูญ   เราต้องดูโลกใบใหญ่ให้เห็นว่าโลกใบนี้เป็นอย่างไร เราฝืนกระแสโลกไม่ได้ ถ้าเราทำให้สถาบันกษัตริย์กับสถาบันประชาธิปไตยขัดแย้งกัน สังคมไทยจะมีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้าเราสามารถทำให้สองสถาบันนี้ควบคู่ไปได้สังคมนี้จะมีความหวัง ไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงเหมือนที่เคยฆ่าฟันกันมาหลายต่อหลายยก”

 

# การปฎิรูป ม.112 ในทัศนะของอาจารย์คือระดับไหนครับยกเลิก หรือแก้ไขบทลงโทษ หรือปรับวิธีการบังคับใช้? 

          “ก็ต้องปฎิรูปออกมาสักทาง ต้องเข้าใจว่ามาตรา 112 มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่ก่อนโทษมันไม่หนักขนาดนี้ แต่มันมาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นในช่วงที่มีการปกครองด้วยอำนาจทั้งเผด็จการทหารและพลเรือนตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร มันต้องปลดล็อก ถ้าเราปลดไม่ได้ มันจะยิ่งไปกันใหญ่ อยากให้สังคมฟังนักวิชาการที่มีหลักมีฐานไม่ประจบสอพลอ อย่างดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.ผาสุก พงศ์ไพจิตร ดร.รังสรรค์ ธนะพรพันธ์  ต่างก็มองเห็นเหมือนกับผม แต่นักวิชาการไม่น้อยที่เป็นไปตามกระแส พวกที่เราเรียกว่าเนติบริกร รัฐศาสตร์บริการ มันก็มี แต่เราต้องมองหลักคิดของนักวิชาการที่เป็นอิสระไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญเป็นหลัก ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว   ไม่ใช่ฟังแต่พวกนักวิชาการที่พร้อมจะไปรับใช้การเมือง”  

 

# ถ้าม.112 ไม่ได้รับการปฎิรูปจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย?

          “น่าห่วงมาก แต่ยอมรับว่าการแก้กฎหมายนี้จะเกิดขึ้นยาก เพราะแรงต้านทานมีสูง คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสังคมชั้นสูง ผมได้พบปะเป็นการส่วนตัวบอกกับผมว่าเห็นด้วยกับผม แต่พอที่แจ้งจะไม่ออกมาพูด ผมจึงเป็นห่วงว่าถ้าเป็นกันแบบนี้โอกาสที่สังคมนี้จะแตกหัก นองเลือดกันเหมือนปี พ.ค.2553 หรือพ.ค.2535 ถ้ามองตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ที่ผมเรียนมา มันก็มีโอกาส วันนี้สังคมไทยต้องช่วยปลดเงื่อนไขการนองเลือด  ต้องการคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงมากในการทำภารกิจนี้และการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ก็ใช้คนไม่มาก ใช้คนจำนวนหนึ่งที่เป็นตัวนำ แต่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมพอสมควร

 

........................

(หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ 'ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ' : 'สังคมไทย ต้องปฏิรูป ม.112' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา')