
การบินไทยว่าใหญ่แล้วรัฐวิสาหกิจภาพรวมใหญ่กว่า
เรื่องการบินไทยว่าใหญ่แล้วเรื่องรัฐวิสาหกิจในภาพรวมใหญ่กว่า : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการปลดคุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ออกจากผู้บริหารการบินไทย (เขาเรียกว่า ดีดี อะไรเนี่ยล่ะครับ) กลายเป็นเรื่องใหญ่ในบ้านเรา
ในกระแสข่าว ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดกันในสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่องของ "คนดีถูกรังแก" หรือเป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งทางการเมือง
เรื่องที่สองก็คือเรื่องของ "คนดีจริงหรือเปล่า?” ในแง่ของการชี้ออกมาในเรื่องของการตัดสินใจบางประการของคุณปิยสวัสดิ์ในเรื่องการจัดซื้อเครื่องบิน ว่าตกลงได้กระทำอย่างรอบคอบหรือไม่
ผมคิดว่าเรื่องของคุณปิยสวัสดิ์ และการบินไทยนั้น เป็นเรื่องที่เหมือนและต่างกับเรื่องของประเด็นทางรัฐศาสตร์ที่น่าสนใจเมื่อสักหลายสิบปีก่อน นั่นก็คือเรื่องที่เรียกว่า "การเมืองกับการบริหาร" ซึ่งก็คือคำถามที่ว่าตกลงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับการบริหารนั้นใครจะอยู่เหนือกว่าใคร
เรื่องนี้ผมเองก็ได้ให้ความเห็นซึ่งอาจจะต่างจากความรู้สึกและความเห็นของคนหลายคน ในแง่ที่ว่า การเมืองย่อมต้องสำคัญกว่าการบริหาร เพราะนักการเมืองนั้นเป็นผู้ที่มาจากประชาชนและจำเป็นต้องตอบสนองต่อพันธสัญญาที่ให้แก่ประชาชน
แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวว่า ข้าราชการนั้นจะถูกรังแกได้ แต่ผมคิดว่าการตัดสินว่าถูกรังแกหรือไม่นั้นเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า นั่นหมายความว่า สื่อต้องทำหน้าที่ให้ดีในการตีแผ่เรื่องราวต่างๆ ไม่ใช่ใช้กลไกตุลาการให้มีอำนาจเหนือนักการเมืองในการตัดสินใจความเหมาะสมของการแต่งตั้งข้าราชการเหล่านั้น
ถ้านักการเมืองไม่ดี เขาก็จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อไปเอง หรือถูกต่อต้านประท้วงและตีแผ่ความเลวร้ายออกมา
ส่วนในกรณีของรัฐวิสาหกิจนั้น ผมคิดว่าเรื่องราวมันซับซ้อนกว่าเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอน โยกย้ายข้าราชการประจำมากมายนัก เพราะเรื่องนี้เราพยายามแอบอ้างว่ามันไม่เกี่ยวกับการเมือง มันเป็นเรื่องของเหตุผลของการบริหารล้วนๆ
แต่สิ่งที่น่าอันตรายกว่านั้นก็คือ รัฐวิสาหกิจนั้นมีสถานะที่แตกต่างไปจากองค์กรรัฐทั่วไป เพราะความจริงแล้วจุดประสงค์ของการแต่งตั้งนั้นมีหลากหลายมาก อันย้อนเนื่องไปถึงในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีตั้งแต่ที่ตั้งขึ้นเพราะไม่มีเอกชนตั้ง ตั้งขึ้นเพื่อให้สาธารณะได้ประโยชน์ (ผมยังจำประโยคคลาสสิกที่ รศ.ดร.พิทยา บวรวัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าพ่อด้านรัฐประศาสนศาสตร์เมืองไทยเคยกล่าวไว้ว่า เราคงไม่สามารถประเมินความสำเร็จของหน่วยงานรถเมล์จากผลกำไรอย่างเดียว เราคงจะต้องประเมินว่าประชาชนนั้นได้รับบริการหรือไม่)
ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่เราไม่ควรจะลืมในเรื่องของการบริหารรัฐวิสาหกิจนั้นมันอยู่ในรากของการเข้าใจว่า รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อสาธารณะด้วยไม่ใช่ประเมินด้วยกำไรอย่างเดียว และก็ไม่ควรมองว่ารัฐวิสาหกิจชั้นหนึ่งหรือไม่ด้วยว่าเขาทำกำไรหรือไม่
ถามว่าจะเถียงกันไปทำไมเรื่องผู้บริหารการบินไทย ถ้าสุดท้ายแล้วการบินไทยเป็นสายการบินที่คนไทยบินไม่ได้เพราะแพงกว่าสายการบินอื่นๆ แต่เราควรภูมิใจว่าเป็นสายการบินที่หาเงินเข้าประเทศหรือครับ อย่างงั้นต่อไปองค์การขนส่งมวลชน บริษัทขนส่ง หรือการรถไฟฯ ต้องคิดแบบนี้ไปด้วย ต่อไปก็เดินทางทางอื่นกัน ถ้าผลกำไรสำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ
แนวการคิดแบบนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เป็นครับ ใช่ไหมครับ ความสำคัญคือการนำเงินตราเข้าประเทศ
เรื่องที่สำคัญเพิ่มอีกก็คือ เรื่องรัฐวิสาหกิจนั้น ยังเกี่ยวพันไปถึงการจัดตั้งบอร์ดด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของการต่างตอบแทนทางการเมืองได้มาก ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือการย้ำถามนักการเมืองและผู้คนที่จะเข้ามาร่วมงานในเครือข่ายเหล่านี้ว่า เขามีความสนใจ ใส่ใจ และเข้าใจความเป็นสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ มากน้อยแค่ไหน
เรื่องนี้คงต้องถามกันทุกฝ่ายครับ และเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่ากระแสคนดีถูกรังแก กับคนดีน่ะดีจริงป่ะ ที่เถียงกันอยู่ครับ เพราะเรามีรัฐวิสาหกิจถึง 75 แห่ง (ตามที่อ้างอิงใน Wikipedia ครับผม)



