ข่าว

ทนไม่ไหว!1ใน3นร.บดินทรฯลาออกแล้ว

ทนไม่ไหว!1ใน3นร.บดินทรฯลาออกแล้ว

28 พ.ค. 2555

นร.บดินทรเดชา ทนแรงกดดันไม่ไหวลาออกแล้ว 1 ขณะที่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ เครือข่ายผู้ปกครอง ร.ร.อุดรพิทยานุกูล บุกศธ.อีกครั้ง ทวงสัญญาขอให้ขยายห้องเรียนเพิ่มรับ ม.1, ม.4 กว่า 500 คนเข้าเรียน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 55  นายปรีชา จิตรสิงห์ ประธานคณะกรรมการรับนักเรียนโรงเรียนบดินทรฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่า ยังมีนักเรียน ม.3 โรงเรียนบดินทรฯ ที่ยังไม่มีที่เรียนทยอยเข้ามาลงชื่อ เพื่อให้คณะกรรมการเยียวยา หาที่เรียนใน 13 โรงเรียนให้ โดยมีนักเรียนที่เข้ามาลงชื่อขอรับการเยียวยาจำนวนทั้งสิ้น 54 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนในกลุ่มที่ออกมาประท้วง จำนวน 38 คน และเป็นนักเรียนที่ไม่ได้มาประท้วง 15 คน อย่างไรก็ตาม จะมีการสรุปข้อมูลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เนื่องจากขณะนี้พบว่า มีนักเรียนบางรายเปลี่ยนใจ ขอให้สลับที่เรียน เช่น ตอนแรกแสดงความจำนงอยู่โรงเรียนเทพลีลา ได้มาขอเปลี่ยนไปโรงเรียนบางกะปิ เป็นต้น ซึ่งเราก็ได้ดำเนินการให้ 

          "ขณะนี้น่าเป็นห่วงเด็ก 3 คน ที่ได้เรียนต่อในชั้น ม.4 โรงเรียนบดินทรฯ ทั้งที่ได้เข้าไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ แต่ทราบว่า ขณะนี้มีนักเรียนคนหนึ่งได้ยื่นเรื่องลาออกแล้ว เพราะทนแรงกดดันจากเพื่อนในโรงเรียนไม่ไหว และกำลังจะตัดสินใจลาออกตามมาอีกราย ซึ่งทางผอ.โรงเรียนฯ กำลังเกลี้ยกล่อมอยู่ และได้พยายามชี้แจงกับนักเรียนคนอื่น ๆ ให้เข้าใจด้วย"

          ด้านเครือข่ายผู้ปกครองโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมตัวแทนผู้ปกครองและนักเรียนที่พลาดโอกาสได้เข้าเรียนต่อชั้น ม.1 และม.4 โรงเรียนอุดรฯ ประมาณ 30 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนายสุชาติอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการต่างประเทศ นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้รับเรื่องไว้แทน โดยเครือข่ายผู้ปกครองฯ ได้เสนอขอเยียวยานักเรียน ม.1และ ม.4 โดยการขยายห้องเรียน พร้อมเสนอของบฯ ขยายห้องเรียน หรืออาคารเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนได้มีที่เรียน 

          นายสมคิด หอมเนตร นัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้มีนักเรียน ม.1 จำนวน 240 คน และ ม.4 จำนวน 277 คนซึ่งเป็นนักเรียนม.3 เดิมของร.ร. ไม่สามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ได้ สืบเนื่องจากนโยบายการรับนักเรียน ในปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา ดังนั้น ตนและผู้ปกครอง รวมถึงตัวแทนนักเรียนจึงได้เดินทางมาขอรับการเยียวยา เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีบัญชาให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อนุญาตให้โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลขยายห้องเรียนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ไม่สามารถเปิดเพิ่มได้ หรือขยายห้องเรียนได้ ก็ขอให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง จำนวน 3 โรง คือ ร.ร.อุดรพิทยานุกูล ร.ร.สตรีราชินูทิศ และร.ร.อุดรพิชัยรักษ์พิทยา ร่วมแบ่งเฉลี่ยความรับผิดชอบโดยการเพิ่มห้องเรียนเพื่อให้นักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียนทั้งหมดได้เข้าเรียนทันเปิดเทอมนี้ 

          ด้านนายเดชา สุนทราคม ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนรายหนึ่ง กล่าวว่า การรับนักเรียนในปี 2554 ที่ผ่านมาทางโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ได้ขยายรับนักเรียนจากห้องละ 50 เป็น 60 คน ได้ก็ไม่มีปัญหานักเรียนสามารถเข้าเรียนได้หมดทุกคน แต่นโยบายการรับนักเรียนในปี 2555 นี้ กำหนดให้รับครั้งเดียวและรับ ห้องละ 50 คน จึงเกิดปัญหาขึ้น เพราะบางคนที่ไม่ทราบนโยบายก็มาขอให้โรงเรียนทำแบบปีที่แล้ว พอทางโรงเรียนรับเพิ่มไม่ได้ก็เกิดปัญหา เฉพาะฉะนั้น ในปีนี้หากขยายการรับนักเรียนที่เกินแบบปีที่แล้วอีก ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงอยากให้มีการผ่อนปรนหรือยืดหยุ่นกฏระเบียบของสพฐ.ลงบ้าง เพื่อแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่ไปยัดเยียดหรือบังคับให้ผู้ปกครองและเด็กไปเรียนที่นั่น ที่นี่ หรือให้ไปเรียนนอกพื้นที่ห่างไกล ก็จะมีคำถามตามมาว่า ทำไมลูกอยู่ติดโรงเรียนแต่ไม่ได้เรียนที่นี่ และทำไมลูกคนที่อยู่ไกลจึงได้เรียน

          "เด็กบางคนนี้อยู่ในเมือง โรงเรียนก็อยู่ในเมือง แต่จะให้เขาเดินทางไปเรียนนองเมือง และให้เด็กนอกเมืองเข้ามาเรียนในเมือง ซึ่งก็น่าเห็นใจ ทางเครือข่ายถึงขนาดจะลงทุนโดยการจ้างครูเข้าไปช่วยสอนให้ เพื่อขอให้ลูกหลานเราได้เรียนใกล้บ้าน"

          ขณะที่นางไปรมา เพชรพ่วงแสง ผู้ปกครองนักเรียน ม. 1 กล่าวว่า ลูกชายได้เกรดเฉลี่ย 3.8 ก็น่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อในร.ร.อุดรพิทยานุกูล ดังนั้น จึงมาขอโอกาสจากผู้ใหญ่ในกระทรวงให้โอกาสลูกชายด้วย 

          นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังรับฟังปัญหาจากเครือข่ายผู้ปกครองและนักเรียนร.ร.อุดรพิทยานุกูล ว่า ปัญหาดังกล่าวจะต้องได้การแก้ไขโดยเร็ว ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปหารือร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไข และให้ สพฐ.รายงานผลการดำเนินการกลับมาให้ตนรับทราบภายใน 24 ชั่วโมง 

          ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า วันนี้เป็นกำหนดการรายงานตัวเพื่อเข้าเรียนของนักเรียนที่ได้รับการเยียวยาในโรงเรียน ตามที่คณะกรรมการเยียวยานักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการรับนักเรียนปีการศึกษา 2555 ซึ่งทราบว่ามีนักเรียนทยอยเข้ารายงานตัวแล้ว ในส่วนของนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นั้นทางคณะกรรมการเยียวยา ก็ได้จัดสรรให้ตามที่ปกครองมาแจ้งความประสงค์หรือไม่แจ้งก็จะจัดสรรโดยยึดหลักการใกล้บ้าน ซึ่งในภาพรวมคณะกรรมการเยียวยา จะพยายามจัดสรรที่เรียนให้ทุกคนอย่างดีที่สุดหาก พบปัญหาก็แก้ไขไปเจรจากันได้ เช่น กรณีของโรงเรียนบดินทรฯ วานนี้มีนักเรียนและผู้ปกครอง 2 รายมาแจ้งขอเข้าโรงเรียนเทพลีลา และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีนักเรียน ม.3 บางส่วนที่ยังยืนยันจะเข้าโรงเรียนบดินทรฯ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยืนยันว่าเราดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ชัดเจน 

          เมื่อถามว่า กรณีที่มีผู้ปกครองนักเรียนบางรายขู่จะเผาตัวเองที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) หากบุตรของตนไม่ได้เข้าเรียนต่อม.4 โรงเรียนบดินทรฯ นั้น ดร.ชินภัทร กล่าวว่า ได้มีคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และผู้แทนของ สพฐ.ได้ไปพูดคุยเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะพยายามช่วยเหลือหาที่เรียนที่ใกล้บ้านหากติดขัดเรื่องใดก็จะช่วยอำนวยความสะดวกเต็มที่ ซึ่งก็ทราบว่าการลงไปพูดคุยนั้นช่วยผ่อนคลายความกังวลของผู้ปกครองไปได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ได้เข้าพบเพื่อชี้แจงกรณีรับนักเรียนต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยตรงแต่ได้ส่งข้อมูลผ่านไปยังคนสนิทของท่านและประสานไปยัง นายยงยุทธ์ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี 

          ดร.ชินภัทร กล่าวถึงกรณีโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่ต้องการให้โรงเรียนขยายห้องเรียนเพิ่มนั้น ว่า การขยายห้องเรียนนั้นได้ย้ำแต่แรกแล้วว่า การขยายต้องคำนึงคุณภาพ ประสิทธิภาพด้วยหากไม่มีความพร้อมแล้วขยายไปจะกระทบต่อคุณภาพ อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นในบางกรณีเราอาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือผ่อนคลายหลักเกณฑ์บางข้อที่ประกาศไปแล้วได้ เช่น การขยายห้องเรียนซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ทางเลือกที่ สพฐ.ได้นำเสนอไปนอกเหนือจากการพัฒนาโรงเรียนคู่พัฒนา และการทำโรงเรียนคู่แฝด ซึ่งเป็นโรงเรียนดังตามที่พ่อแม่ต้องการแต่มีระบบบริหารจัดการที่มีมาตรฐานเดียวแต่ใน 2 แนวทางดังกล่าวนี้ สพฐ.ก็ทำอยู่ เพียงแต่การขยายห้องเรียนนั้นต้องเป็นระดับนโยบายตัดสินใจ สพฐ.จึงจะดำเนินการได้ ซึ่งอาจจะทำได้โดยเร็วที่สุดในเทอม 2 ปีการศึกษา 2555 หรือเริ่มในปีการศึกษา 2556 

          "ขณะนี้นโยบายการรับนักเรียนนั้นมีการปรับเปลี่ยนใหม่ ให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนเลือกจะเรียนแบบที่ตนเองต้องการมากขึ้น ว่าต้องการเรียนอะไร สายสามัญหรือสายวิชาชีพ เพราะฉะนั้น ในปีการศึกษา 2556 ก็ต้องมีการแก้ไขกติกาการรับนักเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายที่กำหนดมา ซึ่งการเปิดเสรีนั้นอาจจะต้องเริ่มในพื้นที่ที่วิกฤติ จุดที่มีปัญหารุนแรง แน่นอนว่ากรณีของโรงเรียนบดินทรฯก็จะเป็นกรณีศึกษาที่ สพฐ.จะต้องนำมาทบทวน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการระดมความคิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาช่วยให้คำแนะนำและชี้จุดให้ได้ว่าที่ใดรุนแรง หรือไม่รุนแรง"

          วันเดียวกันนายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับแจ้งจากกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา 20 แห่ง ซึ่งถูกกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนชั้ม ม.3 ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวหาว่าเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยแลกที่นั่งเรียนชั้นม.1 และม.4 โดยยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมแจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น และยื่นเรื่องกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ง.) ว่า จะรวบรวมพยานหลักฐานเดินทางไปชี้แจงกับ ป.ป.ง.เพราะเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง และนอกจากเดินทางไปชี้แจงแล้ว กลุ่มผู้อำนวยการยังต้องการให้ป.ป.ง.ตรวจสอบที่มาที่ไปของผู้ยื่นเรื่องกล่าวหา เพราะเบื้องลึกเบื้องหลังนอกจากกล่าวเท็จแล้ว ยังมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสหวังผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดจากกลุ่มโรงเรียนมัธยม พอถูกปฏิเสธจึงใช้วิธีอย่างนี้ ซึ่ง ส.บ.ม.ท.และกลุ่มผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ถูกกล่าวหายอมไม่ได้

          ด้าน ดร.สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ ผอ.โรงเรียนบดินทรเดชาฯ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า จะเดินทางเข้าพบ ป.ป.ง.วันพุธที่ 30 พ.ค.นี้ เพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ที่ป.ป.ง.สงสัย อาทิ ขั้นตอนการดำเนินการรับนักเรียนตามเกณฑ์การรับนักเรียนม.1 และม.4 ปีการศึกษา 2555 ของ สพฐ. เป็นต้น