
ศึก BTS สะท้าน กทม.
ศึก BTS สะท้าน กทม. จากผลประโยชน์รถไฟฟ้า สู่เกมอุ่นเครื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ
ดูเหมือนการลงนามในสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนกรุงเทพ ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ 'บีทีเอสซี' (BTS) จะไม่เพียงเป็นหนังเรื่องยาวเสียแล้ว
หากแต่ยังมี 'เกม' ระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ อันคละคลุ้ง ทั้งผลประโยชน์ 'รถไฟฟ้า' ที่ต้องการเปลี่ยนสังกัดจาก กทม. มาขึ้นกับกระทรวงคมนาคม และเกมเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ของทั้งสองพรรคด้วย
เพราะเห็นได้ชัดว่า มีความพยายามที่จะดิสเครดิตทางการเมือง ผ่านความไม่ชอบมาพากลในการบริหาร กทม. หลายเรื่อง โดยเฉพาะการเน้นตรวจสอบเกี่ยวกับรถไฟฟ้า ที่ถือว่าเป็น 'หัวใจ' สำคัญของคะแนนนิยมใน กทม.
สำหรับ 'ปม' BTS ซึ่งบริษัท กรุงเทพธนาคม ลงนามกับ 'บีทีเอสซี' เพื่อว่าจ้าง เดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ ระยะเวลา 30 ปี จนมีข้อสงสัย และถูกกล่าวหาจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลายประเด็นนั้น
เริ่มจาก จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ระบุว่า ตนได้รับคำสั่งจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล เพราะนอกจากจะมีระยะเวลานานแล้ว ค่าจ้างยังมีมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท
จากนั้น 'จิรายุ', พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ประภัสร์ จงสงวน กรรมการผู้ช่วย รมว.คมนาคม อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ฯลฯ ก็ออกมาโหนกระแสกันยกใหญ่
ด้วยการออกมาแฉประเด็นที่ไม่ชอบมาพากลแทบจะรายวันก็ว่าได้ นับแต่การให้สิทธิโดยไม่เปิดประมูล ถือเป็นการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน)
การขยายอายุสัมปทาน หรือการให้สิทธิในการเดินรถดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจาก รมว.มหาดไทย แต่ไม่มี รวมถึงไม่เคยผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
การที่ 'สุขุมพันธุ์' เหลือเวลาบริหาร กทม.อีกไม่นาน เป็นการเซ็นสัญญาทิ้งทวนหรือไม่
รวมถึงการโยงใยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีประธานกรรมการบริษัทกรุงเทพธนาคม (เคที) ที่ชื่อ ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ มีศักดิ์เป็นเครือญาติกับ 'อภิสิทธิ์' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
ทั้งหลายทั้งปวง พรรคเพื่อไทย ยังยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ), คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ฯลฯ ตรวจสอบด้วย
ด้านการชี้แจงของ กทม. คนที่มีบทบาทสูงก็คือ ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าฯ กทม. โดยเฉพาะในช่วงผู้ว่าฯกทม.ติดภารกิจในต่างประเทศ
ไล่ตั้งแต่ ประเด็นการให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้ว่าจ้างบีทีเอสซี เพราะการบริหารระบบรถไฟฟ้าเป็นกิจการพาณิชย์ ซึ่ง กทม.สามารถจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลได้
ส่วนการว่าจ้างบีทีเอสซี ให้เป็นผู้เดินรถเส้นทางส่วนต่อขยายโดยไม่เปิดประกวดราคา เพราะ ส่วนต่อขยายเป็นเส้นทางต่อเชื่อมกับเส้นทางสัมปทาน การว่าจ้างบีทีเอสซีเดินรถ จะช่วยให้การเดินทางของประชาชนมีความต่อเนื่องและปลอดภัย แม้เอกชนรายอื่นสามารถเดินรถได้ แต่ระบบควบคุมอาณัติสัญญาณที่แตกต่างกัน จะสร้างปัญหาได้
การกำหนดอายุสัญญาจ้าง 30 ปี แทนการจ้าง 17 ปี ก็เพื่อให้สัญญาเดินรถสิ้นสุดพร้อมสัญญาสัมปทาน รวมทั้งจากการวิเคราะห์ของที่ปรึกษา กทม. ได้ข้อสรุปว่า การว่าจ้างเดินรถ 17 ปี ต้องใช้งบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท และอัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 23 บาท/เที่ยว แต่การว่าจ้าง 30 ปี จะใช้งบประมาณ 6.4 พันล้านบาท อัตราค่าโดยสารเฉลี่ย 15 บาทต่อเที่ยว ฯลฯ
ที่สำคัญ ในมุมของคุณชายสุขุมพันธุ์ ยังเคยชี้แจงสาเหตุที่ต้องต่อสัญญา ว่า หนึ่ง - ที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น รัฐบาลเอาโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายสะพานใหม่และสมุทรปราการไปดำเนินการเอง กทม.จึงห่วงเรื่องโครงสร้างค่าโดยสารที่อาจจะสูงขึ้น การต่อสัญญาจึงเป็นการลดความไม่แน่นอนในอนาคต
สอง - มีการพูดกันตลอดว่า รัฐบาลจะให้กระทรวงมหาดไทย ดึงระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ไปให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สังกัดกระทรวงคมนาคม ดำเนินการ กทม.เห็นว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากบีทีเอสเกิดจากการตัดสินใจก่อสร้างของผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยนั้น (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง)
ส่วนปัญหาหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 35 นั้น เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม "ธีระชน" ก็ได้ชี้แจงว่า กทม.ยึดอำนาจตาม พ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ซึ่งไม่ขัดกับ พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ.2535 เพราะสัญญาสัมปทานเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ร่วมทุนจะบังคับใช้ ทำให้กฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น 'ธีระชน' ยังกล่าวถึงการตระเวนชี้แจงของ กทม.กับหลายหน่วยงานที่ถูกยื่นเรื่องตรวจสอบ และนัดหมายชี้แจงว่า วันที่ 23 พฤษภาคม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ลงนามเอกสารเพื่อส่งข้อมูลชี้แจงไปยัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามที่นัดไว้แล้ว ส่วนในวันที่ 24 พฤษภาคม ตนจะไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
ทำให้ต้องมีการเลื่อนชี้แจงเรื่องนี้ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการการปกครองฯที่นัดไว้วันเดียวกัน สำหรับหน่วยงานตรวจสอบที่ยังไม่ได้กำหนดวันนัด อาทิ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็คาดว่าจะเชิญ กทม.เข้าไปชี้แจงหลังจากนี้
นอกจากนี้ ในส่วนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่เคยให้สัมภาษณ์กลับไปกลับมา กรณีต้องการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็ยังยืนยันอีกครั้ง (23 พ.ค.) ถึงการแสดงเจตนารมณ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.จริง ภายหลังตรวจสภาพการจราจรในวันเปิดเทอมใหม่ โดยกล่าวว่าตนมีเจตนารมณ์ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง ส่วนพรรคจะตัดสินใจส่งใครลงนั้น เป็นเรื่องที่ทางพรรคจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง ส่วนตนยืนยันอยากลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยหน้าต่อไป
เนื่องจากยังมีโครงการที่จะต้องสานต่อหลายโครงการ เพราะที่ผ่านมาโครงการใหม่ๆ ได้ถูกชะลอตัวออกไป จากสาเหตุการเกิดภัยพิบัติ เช่น โครงการระบบขนส่งมวลชนไลท์เรล โมโนเรล และโครงการอื่นๆ จึงไม่อยากให้เป็นเรื่องค้างคาใจ ซึ่งตนก็ได้พูดคุยกับ 'อภิสิทธิ์' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียบร้อยแล้ว
"ที่มีข่าวออกไปว่า ผมแถลงยืนยันลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น ไม่ได้ตั้งใจเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการในระหว่างราชการที่ต่างประเทศ เพียงแต่พูดเล่นๆ กับผู้สื่อข่าวที่ถามว่า ถ้าลงสมัครผู้ว่าฯ ในสมัยหน้า จะนำอะไรที่อเมริกาไปพัฒนาที่กรุงเทพฯ ผมก็เลยตอบไปว่า ทำไมต้อง 'ถ้า' เพราะผมลงสมัครอยู่แล้ว ซึ่งผมมองว่าไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องปิดบังเจตนารมณ์ของตัวเองในการขอลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แค่แสดงความชัดเจนก็แค่นั้น"
สุดท้าย ต่อให้ปัญหา BTS จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร ไม่ว่าใครจะถูกส่งลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ของทั้งสองพรรค เชื่อว่าหนึ่งในประเด็นหาเสียงที่ทั้งแหลมคม และตัดสินตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปได้เลยทีเดียว ก็คือ 'ปม' BTS ที่ฟาดฟันกันถึงฎีกาอยู่ในเวลานี้นั่นเอง



