
ไลฟ์สตางค์...ที่เหลือคือความว่างเปล่า...
หลายคนคงมีประสบการณ์คล้ายกันที่ปล่อยให้อีเมลเต็ม จนไม่สามารถรับเมลใหม่ๆ ทำให้พลาดข้อมูล และบ่อยครั้งก็หัวเสียที่ต้องตกข่าวสำคัญ พลอยพาลโกรธตัวเองที่ไม่จัดระเบียบ ปล่อยให้เมลเดิมค้างเติ่งคาราคาซัง เป็นอย่างนี้อยู่หลายๆ หน
หรือกองเอกสารในที่ทำงานที่บางคนชอบเก็บ จึงมีแฟ้มเต็มไปหมด แถมกองบนโต๊ะ ดูยุ่งๆ ด้วยเหตุผลเดียวไม่กล้าทิ้ง เพราะถ้าหายไปเดี๋ยวมีผลต่อการทำงาน
เลยเถิดไปถึงที่บ้านที่สะสมแบบไม่ยอมทิ้ง อย่างผมเป็นอุทาหรณ์ มีหนังสือกองโตจำนวนมาก (ขนาดปลวกยังกิน) หนังสือเรียนสมัยมัธยมบางเล่มไล่จนถึงระดับปริญญาก็ยังเก็บ นิตยสาร การ์ตูน หนังสือจีนที่เรียนพิเศษ สารพัดจิปาถะ เก็บหมด ตั้งใจว่าจะวนกลับมาอ่านอีกรอบ
นึกๆ ดู ผมว่าพฤติกรรมสะสมแบบไม่ปล่อยมีต้นตอมาจากทัศนคติใหญ่ๆ สองอย่าง คือ “หวง” กับ “กลัว” โดยอย่างแรก คล้ายๆ กับเด็กหวงของ คิดแต่ว่าเป็นของเรา ใครขอก็ไม่ให้ ส่วน “กลัว” เป็นความคิดแบบแยกแยะความสำคัญไม่ได้ สะกดคำว่าจำเป็นเกินไป เกรงแต่ผลเสียจะกลับมาในภายหลัง ตราบที่เรายังไม่เลิก ไม่ปล่อยวาง ก็เท่ากับเรายินยอมให้หัวใจพอกพูนความโลภ ความทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุด และผลของการยึดติด อาจทำให้พลาดสิ่งสำคัญอื่นๆ ที่จะเดินเข้ามาในชีวิต
จนวันหนึ่ง ผมก็ได้สติ ประสบการณ์สอนว่าเมลที่ผมใจกล้าลบออกไม่ได้กลับมาทำร้ายผม ผมไม่ต้องเสียงาน ไม่เดือดร้อน บางส่วนที่ไม่ลบและจัดเก็บในโฟลเดอร์ ก็มีไม่ถึงครึ่งที่กลับไปอ้างอิงอีก
ผมคิดต่อว่าหนังสือที่นึกเสียดายไม่ให้คนอื่น ก็ไม่มีวันกลับไปอ่านอีกครั้งให้จบทุกเล่ม เพราะมัวแต่ซื้อเติมไปเรื่อยๆ การเก็บไว้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ แถมเอาเข้าจริง ผมก็กลับไปอ่านเฉพาะบางเล่มที่ชอบพิเศษ หรือมีโน้ตสั้นๆ แปะไว้เท่านั้น
คิดได้ดังนั้น ผมก็เริ่มแบ่งปัน กองกระดาษชีสสมัยเรียนก็ทิ้งให้หมด หนังสือก็เริ่มบริจาค และพลอยคิดต่อว่า ยังมีของตามกล่องและตามตู้อีกมากที่ครอบครัวผมสามารถกำจัดทิ้ง หรือให้คนอื่นได้
บทเรียนของผม ทำให้ได้เข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้
เพราะเมื่อเริ่มให้ ก็เท่ากับเริ่มละทิ้งกิเลสที่เคยกักตุนให้เจือจางลง เหมือนเอาแอลกอฮอล์ค่อยๆ ล้างใจที่ขุ่นมัวให้ใสขึ้น ทำอย่างนี้ค่อยเป็นค่อยไป จะเหลือไว้แต่เนื้อใจที่บริสุทธิ์
อุทาหรณ์ของการละทิ้งยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมใจเพื่อเริ่ม "ปล่อยวาง" และเตรียมพร้อมกับ "ความตาย" ที่จะย่างกรายเข้ามาในอนาคต
ผมมักสนทนากับพ่อแม่พี่น้องเป็นประจำถึงการยอมรับความจริงของธรรมชาติข้อนี้ และตกลงร่วมกันว่าถึงวันหนึ่ง การจากไปคือกฎของความแน่นอนที่สุดบนโลกใบนี้
นิสัยส่วนตัว ผมยังเป็นคนชอบสอนหนังสือ แม้จะไม่ใช่มืออาชีพ แต่ใครให้สอนอะไร ถ้าสอนได้ สอนให้หมด และยังแนะนำน้องในทีมให้ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว ยิ่งเหลือเป็นแก้วว่างยิ่งดี ความรู้มีอย่าเก็บ ใครถามตอบไป ใครให้สอน สอนไป ใครให้มาเขียนบทความ ถ้าเป็นประโยชน์ ผมก็ยินดีเขียน
เพราะผมเชื่อว่า ที่สุดแล้วเราต้องทำให้ตัวเหลือแต่ความว่างเปล่า ยิ่งเราสอน หรือเขียนหนังสือ
ยิ่งทำให้เราต้องอ่านมากขึ้น เพราะความรู้ที่มีจะถูกถ่ายทอดไปเรื่อยๆ จนหมดตัว และจะทำให้เรารู้จักขวนขวายเติมความรู้ใหม่ๆ ต่อไป และจะวนไปอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
เริ่มสำรวจตัวเองนะครับ หาที่ว่างๆ ให้ตัวเอง ลองทิ้งบางอย่างในชีวิต ให้เกิดความว่างเปล่าดู อานิสงส์ของมันรุนแรงและให้ประโยชน์เหลือคณานับ ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ นะ
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์



