ข่าว

ฮอตอิชชู : สมาร์ทโฟนแค่ไหนจึงพอดีและปลอดภัย

ฮอตอิชชู : สมาร์ทโฟนแค่ไหนจึงพอดีและปลอดภัย

26 พ.ค. 2555

ฮอตอิชชู : สมาร์ทโฟน แค่ไหนจึงพอดี และปลอดภัย

                      ข่าวสลดใจ...นิสิตสาวใส่หูฟังเดินเพลิน รถไฟชนดับคาราง ทั้งที่พนักงานขับรถเปิดหวูดเตือนสนั่น หรือก่อนหน้านี้สาวหมวยแผ่นดินใหญ่ก้มหน้าก้มตาเดินคุยโทรศัพท์จนตกท่อ...!! เชื่อเหลือเกินบรรดาสาวกไฮเทค น่าจะได้ข้อคิดสะกิดเตือนใจตัวเองได้บ้างว่า ทุกอย่างในโลกล้วนเหมือนเหรียญ 2 ด้าน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ว่าแต่จะเฉลี่ยอย่างไรให้พอดีและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้มากที่สุด
 ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตคนข้างจะติดไอที "เอิร์ธ" พัชรมน พรมลังกา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดใจว่า หลังจากเห็นข่าวรู้สึกสะท้อนให้เห็นค่านิยมวัยรุ่นที่ติดเทคโนโลยีมากเกินไป เกินความจำเป็นจนนำมาสู่เรื่องเศร้า

                      "พอได้ดูข่าวแล้วรู้สึกตกใจและสลดใจว่า ไม่ควรเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากเพียงเท่านั้น ถึงโดยส่วนตัวจะค่อนข้างติดกับเทคโนโลยีเหมือนๆ วัยรุ่นทั่วไป แต่ก็ยังไม่เคยประสบเหตุการณ์ตรงๆ เพียงแค่เคยเห็นวัยรุ่นกดโทรศัพท์เล่นขณะเดินข้ามถนน แล้วบังเอิญมีเหตุให้โทรศัพท์หลุดจากมือ ซึ่งเจ้าของเครื่องกำลังก้มลงเพื่อจะเก็บ แต่เป็นช่วงที่รถยนต์สวนมาพอดี จนเกือบจะเกิดอุบัติเหตุดีที่เขาหลบทัน จึงเหมือนเป็นอุทาหรณ์ตัวเองว่าอย่าให้ผิดที่ผิดเวลา เพราะจะทำให้ตัวเองขาดสติขาดสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวันขณะนั้นๆ" นักศึกษาสาวเล่าประสบการณ์ซึ่งเธอจำฝังใจจนกลายเป็นข้อเตือนใจ พร้อมกับแอบบ่นเล็กๆ ว่า เพื่อนๆ ที่บ้านนิยมขี่รถมอเตอร์ไซค์และใส่หูฟังในเวลาเดียวกัน บ่อยครั้งที่เอ่ยปากเตือนแล้วก็ยังไม่มีใครฟัง คงเป็นเพราะพวกเขายังไม่ประสบกับตัวเอง

                      อุปกรณ์ไอทีแต่ละชนิดมีข้อดีมากกว่าข้อเสียอย่างแน่นอน เพราะทำให้การใช้ชีวิตของทุกคนสะดวกขึ้น "เกี๊ยมอี๋" ธีรัชชา ไรวา นักเรียนสาววัย 16 ปี ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟนอยู่ทุกวันเผยว่า สมัยนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนทั้งในเรื่องความบันเทิง งาน และเรียน จนเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง ส่วนตัวก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องใช้การสื่อสารผ่านช่องทางนี้อยู่เป็นประจำ แต่ก็จะมีกฎเวลาเล่นเช่นกัน

                      "เป็นคนที่ใช้เวลาอยู่กับเฟซบุ๊กและโปรแกรมอื่นๆ ไม่ตลอดเวลา เพราะในชีวิตประจำวันจะใช้เวลาอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเป็นส่วนใหญ่ แล้วจะมีกฎให้ตัวเองเลยว่าถ้าไม่หยุดอยู่กับที่จะไม่หยิบโทรศัพท์มาเล่นเป็นอันขาด เพราะเราจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างอาจเกิดอุบัติเหตุได้เสมอ เห็นตัวอย่างจากเพื่อนและพี่สาวที่ชอบเดินแชทไปเรื่อยๆ บางทีก็ไม่ได้มองถนน ตัวเองต้องคอยสะกิดเตือนเป็นประจำว่ากำลังข้ามถนนนะดูรถด้วย หรือบางทีก็เดินชนคนอื่น ซึ่งดีไม่ดีอาจเกิดเรื่องทะเลาะกันได้อีก คิดว่ามีไว้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ควรเซฟตัวเองไว้ด้วยจะดีกว่า" สาวหน้าใส บอกถึงวิถีการใช้โทรศัพท์ส่วนตัว

                      สอดคล้องกับมุมมองของ "น้อย" ณัฐรณ ประมูลผล พนักงานขับรถรับส่งพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่บอกว่ารู้สึกเฉยๆ กับเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดได้ในยุคที่ผู้คนหลงเทคโนโลยีจนลืมใส่ใจความปลอดภัย ซึ่งตัวเองก็เคยประสบมาแล้วทั้งที่รถกำลังเลื่อนหรือจอดอยู่แล้วมีคนก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์ หรือแชทบีบีจนเดินมาชน โชคดีที่รถไม่ได้วิ่งเร็วจึงได้แต่บีบแตรเตือน

                      "ต้องรู้กาลเทศะไม่ใช่ว่าเพลินจนเกิดอุบัติเหตุ นอกจากตัวเองจะเดือดร้อนแล้วถ้าเฉี่ยวชนจนเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตคนอื่นก็เดือดร้อนไปด้วย อยากให้เดินถึงที่หมายก่อนแล้วค่อยใช้โทรศัพท์หรือฟังเพลงก็ได้ หรืออย่างผมระหว่างขับรถถ้ามีโทรศัพท์เข้ามาก็จะไม่รับเด็ดขาด แต่อาจจะเหลือบดูนิดหน่อยว่าเบอร์ใคร ถ้าสำคัญมากก็จะจอดรถคุยให้เสร็จแล้วค่อยไปต่อ เรื่องแบบนี้อยู่ที่สำนึกและสติของเราล้วนๆ" ณัฐรณ แสดงทัศนคติ

                      ขณะที่ "โจ" คมสันต์ กล่ำเครืองาม เจ้าของกิจการรถตู้วัย 40 ปี ให้ความเห็นว่า สมัยนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับวัยรุ่น ที่นิยมเล่นกันมาก อย่างข่าวที่นักศึกษาถูกรถไฟทับเพราะไม่ได้ยินเสียงหวูดเนื่องจากเสียบหูฟังอยู่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และยังอีกหลายต่อหลายครั้งที่พบเจอกับตัวเองขณะขับรถ บางทีเห็นคันที่อยู่หน้าขับช้าผิดปกติ พอแซงขึ้นไปพบว่ากำลังง่วนอยู่กับสมาร์ทโฟน จนเกือบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนหลายครั้ง จึงอยากแนะนำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟนขณะขับรถ และหากต้องรับสายหรือโทรออกควรใช้สมอลทอล์กทุกครั้งเพื่อช่วยลดปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนน

                      เทคโนโลยีมีไว้ให้ใช้ แต่ต้องเตือนใจไม่ให้เกินพอดี  "หนุ่ย" พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พิธีกรรายการแบไต๋ไฮเทค ซึ่งเป็นอีกคนที่เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ไอที ให้ข้อคิดว่า ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับความพอเพียง เพราะคนที่จะบอกได้ว่ามีความจำเป็นมากแค่ไหน คือ ผู้ใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบโซเชียลเน็ตเวิร์ก ต้องมีสติและรู้ว่าขณะนั้นเป็นเวลาที่ควรทำอะไร เช่น นอน ประชุม รับประทานอาหาร

                      "ข้อดีของสมาร์ทโฟนคือ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ผมเชื่อว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียแน่นอนเพราะสะดวกและใช้งานง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ คือ สมาร์ทโฟนถูกใช้ในสังคมวัยรุ่นมากขึ้น จนผมรู้สึกว่าเราควรจะต้องมีมารยาทในการใช้งานบ้าง ผมเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ทุกภาคส่วนของประเทศช่วยกันได้ หรืออาจจะถึงกับต้องติดป้ายเตือนกันก็ควรจะทำ เพราะหลายครั้งที่ทุกคนมัวแต่ใช้สมาร์ทโฟนจนเกิดอุบัติเหตุ ตั้งแต่การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยกระทั่งเสียชีวิตอย่างที่เป็นข่าว บางครั้งเราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง

                      อย่างนักศึกษาเสียชีวิต กรณีนี้ผมว่าเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งที่พวกเราทุกคนควรจะตื่นตัวในการใช้ได้แล้ว การอยู่ในโลกส่วนตัวด้วยหูฟังโดยเฉพาะแบบอินเอีย (in ear) บนทางเท้า บนท้องถนน โดยเฉพาะเป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะเพราะอันตรายมาก ถึงแม้จะมีหูฟังที่ออกแบบให้สามารถได้ยินเสียงภายนอกได้ แต่ผมว่าก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี เพราะเมื่อไรที่เรามีสมาธิกับการฟังเพลง ต่อให้มีเสียงภายนอกเล็ดลอดเข้ามาก็ไม่มีทางได้ยิน จึงจำเป็นต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับหูฟังแบบนี้ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้อะไรควรจะใช้อย่างมีสติและใช้ตามความจำเป็นดีที่สุด" เจ้าพ่อไอที แนะทิ้งท้าย

                      อุปกรณ์ไอทีมีคุณมหาศาล แต่หากขาดความระมัดระวังในการใช้สอย ผลพลอยได้อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมอย่างที่เห็น

---------------------------

(ฮอตอิชชู : สมาร์ทโฟน แค่ไหนจึงพอดี และปลอดภัย)