
รมว.พาณิชย์กับการแก้สินค้าเกษตร
'ปัญหาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร' โดย นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย
ในที่สุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กปน.) ได้แจ้งว่าในการประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 ที่ประชุมได้มีมติให้งดการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ ส่วนที่เหลือ 30,000 ตัน จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ ที่ขออนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์ม 40,000 ตัน และได้นำเข้ามาแล้ว 10,000 ตัน และจะพิจารณาถึงประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่ง (เซอร์ชาร์จ) น้ำมันปาล์มดิบ กิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ยังไม่มีความจำเป็นในขณะนี้ แต่จะต้องนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง
แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่ท่านรองนายกกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้กล่าวว่า “ช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรี มีมติให้นำเข้าน้ำมันปาล์ม 40,000 ตัน หรือช่วงที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเก็บค่าเซอร์ชาร์จถือว่า เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนความจำเป็นในขณะนั้น เนื่องจากข้อมูลบ่งชี้ว่า ปริมาณสต๊อกปาล์ม อาจจะไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามแม้ช่วงเวลาจะห่างกันไม่กี่สัปดาห์ แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ก็จะต้องทบทวนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมติที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ด้วย” ซึ่งความจริง การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำเสนอของกระทรวงพาณิชย์ เกิดจากการปิดบัง อำพรางปริมาณการสต๊อกน้ำมันปาล์มที่แท้จริง โดยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 เมษายน 2555 ว่า สต๊อกน้ำมันปาล์มในเดือนมีนาคม 2555 ต่ำกว่า 200,000 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสต๊อกที่ไม่ปลอดภัย เพื่อหาทางนำเข้าน้ำมันปาล์ม โดยอ้างถึงปัญหาการขาดแคลนทั้งที่ตัวเลขสต๊อกจริงๆ เดือนมีนาคม 2555 มีมากกว่า 200,000 ตัน โดยไม่ต้องนำเข้าให้เสียเงินตราต่างประเทศด้วยซ้ำ น่าผิดสังเกตที่ล่วงเข้ากลางเดือนพฤษภาคมแล้ว ตัวเลขที่แท้จริงของเดือนมีนาคมยังไม่มีออกมา ทั้งๆ ที่ การประชุมคณะกรรมการ กปน. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2555 คณะกรรมการ ก็ไม่เห็นด้วยให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์ม เพราะเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาผลปาล์มในประเทศ
นอกจากการให้ข้อมูลสต๊อกน้ำมันปาล์มที่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีแล้ว นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้เสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ กิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งทั้ง 2 เรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการโดยไม่สนใจต่อมติของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ หรือการใช้อำนาจของกระทรวงพาณิชย์เพียงฝ่ายเดียว โดยอาศัยมติคณะรัฐทมนตรีในการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบดังกล่าว มีผลกระทบต่อราคาปาล์มในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายนที่ผ่านมา เกษตรกรจะขายผลปาล์มสดได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6 บาท แต่เมื่อมีมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งในการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศและการเก็บภาษีส่งออกดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้ราคาผลปาล์มสดหลังวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา ลดลงจนปัจจุบัน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 บาท/กิโลกรัม และมีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาเหล่านี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นจนกลายมาเป็นความวุ่นวาย มีผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์มและอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในประเทศไทย ที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 35 ปี ภายใต้ความร่วมมือของเอกชนและพี่น้องเกษตรกร จนทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้มีการพัฒนาปาล์มน้ำมันมากกว่า 100 ปี
การแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ประสบความล้มเหลวเกือบทุกเรื่อง อาจจะเกิดขึ้นเพราะ
1. ไม่รู้เรื่อง
2. อยากเอาชนะ
3. เอาการเมืองมาเป็นเกมส์ในการบริหารจัดการ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน โดยเฉพาะของพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเป็นผู้รับเคราะห์กรรมจากการริหารงานของรัฐมนตรีคนนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า พี่น้องเกษตรกรจะต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ล้มเหลวมาโดยตลอด จากท่านรัฐมนตรีคนนี้อีกนานเท่าไร
สุดท้ายที่เห็นได้ชัดถึงความไม่รับผิดชอบของท่านรัฐมนตรี คือ การไม่เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 ทั้งๆ ที่ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการบริหารจัดการของตนเองทั้งสิ้น
...................
(หมายเหตุ : 'ปัญหาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร' โดย นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย)



