ข่าว

 กล้ารับความเสี่ยง...เพื่อเพิ่มผลตอบแทน

กล้ารับความเสี่ยง...เพื่อเพิ่มผลตอบแทน

17 พ.ค. 2552

“วลี” ที่ว่ากันว่า ต้องท่องให้ขึ้นใจในโลกของการลงทุน นอกจาก “เสียดายดีกว่าเสียใจ” แล้ว ยังต้องจำไว้ด้วยว่า “ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำฉันใด ยิ่งเสี่ยงสูง ก็ยิ่งตอบแทนสูงฉันนั้น”

 แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ ไม่ว่าจะเสี่ยงต่ำหรือเสี่ยงสูง ทั้งหลายทั้งปวงแล้วขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจ” ของนักลงทุน เหมือนกับการกระโดดบันจี้จัมพ์ ที่ผู้เล่นเลือกได้ว่าจะกระโดดหรือไม่ ตราบเท่าที่เท้ายังไม่หลุดจากพื้นที่ใช้ยืน

น่าแปลกก็ตรงที่บางครั้งความกล้าหรือไม่กล้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความชอบ” อย่างเดียว เพราะในหลายๆ ครั้ง เรากลับพบว่า “ช่วงเวลา” ก็มีผลกับการตัดสินใจรับความเสี่ยงที่แตกต่างกันได้เหมือนกัน

 ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ “ขาลง” มองไปทางไหนก็พบแต่หนทางที่คับแคบและเกือบตีบตัน ทำให้การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลมีแนวโน้มไปในทาง “บริหารความเสี่ยง” มากกว่า “บริหารผลตอบแทน” รูปแบบของการลงทุนจึงพุ่งเข้าสู่ตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ ด้วยการยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า จนกระทั่งเมื่อความมั่นใจของผู้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น การยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจึงจะตามมา

 จะด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นหรืออะไรที่มากกว่านั้น แต่ “อริยา ติรณะประกิจ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายสายงานการกำกับดูแล สมาคมตราสารหนี้ไทย บอกในระหว่างร่วมงานเสวนา “ลงทุนหุ้นกู้ กู้วิกฤติกระเป๋าเงิน” ว่า ในขณะนี้ จะเริ่มเห็นนักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยจะเห็นได้จากการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า “เอ” (A) หรือระดับทริปเปิล บี (BBB) เพิ่มมากขึ้น

 เพราะนั่นหมายถึง “ผลตอบแทนที่สูงขึ้น”

 อย่างกรณีของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่ของประเทศไทย ที่เพิ่งจะเซ็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายหุ้นกู้ไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น หุ้นกู้ของ ปตท.สผ.ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับสูงสุด นั่นคือ “ทริปเปิล เอ” (AAA) จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทริส เรตติ้ง

 เครดิต เรตติ้ง ระดับ “สูงสุด” สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ผลตอบแทนของหุ้นกู้ ปตท.สผ. อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ของบริษัทอื่นๆ โดยหุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.25% ต่อปี ขณะที่หุ้นกู้อายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทน 4.00% สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวจะเสนอขายผ่านธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์บาร์เคลย์ แคปปิตอล (ประเทศไทย) ในระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคมนี้

 ขณะที่หุ้นกู้อายุ 4 ปี ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (ซีพีเอ็น) ที่จะเสนอขายในระหว่างวันที่ 18-21 พฤษภาคม ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริส เรตติ้ง ในระดับ “เอ บวก” (A+) กำหนดอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.50% ส่วนหุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.75%

 นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า ความเสี่ยงต่ำ (กว่า) ผลตอบแทนต่ำ (กว่า) และความเสี่ยงสูง (กว่า) ผลตอบแทนย่อมสูง (กว่า)

 เช่นเดียวกับ “ธีรนาถ รุจิเมธาภาส” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ที่ยอมรับว่า นักลงทุนเริ่มกล้าที่จะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า “เอ” หรือ “ทริปเปิล บี” มากขึ้น และการที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวได้บ้าง ทำให้เชื่อว่า หลังจากนี้ จะเห็นการปรับอันดับเรตติ้งของหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ

 เขายังให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ด้วยว่า ไม่ควรลงทุนยาวเกินไป โดยหุ้นกู้อายุ 2-3 ปี น่าจะมีความน่าสนใจมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาอยู่ที่บริษัทผู้ออก ซึ่งต้องพิจารณาทั้งฐานะทางการเงิน กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ลงทุนต้องการลงทุนในระยะยาว ก็แนะนำว่า ควรจะเลือกบริษัทที่มีความมั่นคงจริงๆ

 “ธีรนาถ” ยังประเมินด้วยว่า ความน่าสนใจของหุ้นกู้เอกชนยังจะมีไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะสเปรดหรือส่วนต่างของผลตอบแทนยังอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากขณะนี้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจึงยังคงมองหาช่องทางการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

 ขณะที่ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย แนะนำว่า ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ ควรให้น้ำหนักถึง 80% นั่นคือ อันดับเครดิตของหุ้นกู้นั้นๆ หลังจากนั้นให้พิจารณาว่า บริษัทผู้ออกเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือไม่ และอยู่ในอุตสาหกรรมใด

 “แม้ว่า บริษัทจะได้อันดับเครดิตเท่ากัน แต่หากอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ความเสี่ยงก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย เมื่อพิจารณาอันดับเครดิตแล้ว ดูกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว ก็ให้พิจารณาเรื่องของระยะเวลาด้วยว่า จะสามารถลงทุนได้ยาวเพียงใด” ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยกล่าว

 นั่นหมายถึง สุดท้ายแล้ว “ความเสี่ยง” ที่วัดกันจากอันดับเครดิตของหุ้นกู้ ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญ ดังนั้น แม้ว่า นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรละเลยว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วยนั้น ยังคงต้องเป็นความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ “ยอมรับได้” ด้วย

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]