
กล้ารับความเสี่ยง...เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
วลี ที่ว่ากันว่า ต้องท่องให้ขึ้นใจในโลกของการลงทุน นอกจาก เสียดายดีกว่าเสียใจ แล้ว ยังต้องจำไว้ด้วยว่า ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำฉันใด ยิ่งเสี่ยงสูง ก็ยิ่งตอบแทนสูงฉันนั้น
แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ ไม่ว่าจะเสี่ยงต่ำหรือเสี่ยงสูง ทั้งหลายทั้งปวงแล้วขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจ” ของนักลงทุน เหมือนกับการกระโดดบันจี้จัมพ์ ที่ผู้เล่นเลือกได้ว่าจะกระโดดหรือไม่ ตราบเท่าที่เท้ายังไม่หลุดจากพื้นที่ใช้ยืน
น่าแปลกก็ตรงที่บางครั้งความกล้าหรือไม่กล้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความชอบ” อย่างเดียว เพราะในหลายๆ ครั้ง เรากลับพบว่า “ช่วงเวลา” ก็มีผลกับการตัดสินใจรับความเสี่ยงที่แตกต่างกันได้เหมือนกัน
ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ “ขาลง” มองไปทางไหนก็พบแต่หนทางที่คับแคบและเกือบตีบตัน ทำให้การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลมีแนวโน้มไปในทาง “บริหารความเสี่ยง” มากกว่า “บริหารผลตอบแทน” รูปแบบของการลงทุนจึงพุ่งเข้าสู่ตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ ด้วยการยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า จนกระทั่งเมื่อความมั่นใจของผู้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น การยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจึงจะตามมา
จะด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นหรืออะไรที่มากกว่านั้น แต่ “อริยา ติรณะประกิจ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายสายงานการกำกับดูแล สมาคมตราสารหนี้ไทย บอกในระหว่างร่วมงานเสวนา “ลงทุนหุ้นกู้ กู้วิกฤติกระเป๋าเงิน” ว่า ในขณะนี้ จะเริ่มเห็นนักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยจะเห็นได้จากการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า “เอ” (A) หรือระดับทริปเปิล บี (BBB) เพิ่มมากขึ้น
เพราะนั่นหมายถึง “ผลตอบแทนที่สูงขึ้น”
อย่างกรณีของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่ของประเทศไทย ที่เพิ่งจะเซ็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายหุ้นกู้ไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น หุ้นกู้ของ ปตท.สผ.ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับสูงสุด นั่นคือ “ทริปเปิล เอ” (AAA) จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทริส เรตติ้ง
เครดิต เรตติ้ง ระดับ “สูงสุด” สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ผลตอบแทนของหุ้นกู้ ปตท.สผ. อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ของบริษัทอื่นๆ โดยหุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.25% ต่อปี ขณะที่หุ้นกู้อายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทน 4.00% สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวจะเสนอขายผ่านธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์บาร์เคลย์ แคปปิตอล (ประเทศไทย) ในระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคมนี้
ขณะที่หุ้นกู้อายุ 4 ปี ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (ซีพีเอ็น) ที่จะเสนอขายในระหว่างวันที่ 18-21 พฤษภาคม ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริส เรตติ้ง ในระดับ “เอ บวก” (A+) กำหนดอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.50% ส่วนหุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.75%
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า ความเสี่ยงต่ำ (กว่า) ผลตอบแทนต่ำ (กว่า) และความเสี่ยงสูง (กว่า) ผลตอบแทนย่อมสูง (กว่า)
เช่นเดียวกับ “ธีรนาถ รุจิเมธาภาส” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ที่ยอมรับว่า นักลงทุนเริ่มกล้าที่จะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า “เอ” หรือ “ทริปเปิล บี” มากขึ้น และการที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวได้บ้าง ทำให้เชื่อว่า หลังจากนี้ จะเห็นการปรับอันดับเรตติ้งของหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ
เขายังให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ด้วยว่า ไม่ควรลงทุนยาวเกินไป โดยหุ้นกู้อายุ 2-3 ปี น่าจะมีความน่าสนใจมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาอยู่ที่บริษัทผู้ออก ซึ่งต้องพิจารณาทั้งฐานะทางการเงิน กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ลงทุนต้องการลงทุนในระยะยาว ก็แนะนำว่า ควรจะเลือกบริษัทที่มีความมั่นคงจริงๆ
“ธีรนาถ” ยังประเมินด้วยว่า ความน่าสนใจของหุ้นกู้เอกชนยังจะมีไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะสเปรดหรือส่วนต่างของผลตอบแทนยังอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากขณะนี้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจึงยังคงมองหาช่องทางการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
ขณะที่ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย แนะนำว่า ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ ควรให้น้ำหนักถึง 80% นั่นคือ อันดับเครดิตของหุ้นกู้นั้นๆ หลังจากนั้นให้พิจารณาว่า บริษัทผู้ออกเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือไม่ และอยู่ในอุตสาหกรรมใด
“แม้ว่า บริษัทจะได้อันดับเครดิตเท่ากัน แต่หากอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ความเสี่ยงก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย เมื่อพิจารณาอันดับเครดิตแล้ว ดูกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว ก็ให้พิจารณาเรื่องของระยะเวลาด้วยว่า จะสามารถลงทุนได้ยาวเพียงใด” ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยกล่าว
นั่นหมายถึง สุดท้ายแล้ว “ความเสี่ยง” ที่วัดกันจากอันดับเครดิตของหุ้นกู้ ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญ ดังนั้น แม้ว่า นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรละเลยว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วยนั้น ยังคงต้องเป็นความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ “ยอมรับได้” ด้วย
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



