
'ยาผีบอก'ยี่ห้อ'มวลชน'
'ยาผีบอก'ยี่ห้อ'มวลชน' : ต่อปากต่อคำ : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]
มวลชน เป็น “ยาผีบอก” ขนานแท้ ผมค่อนข้างมั่นใจถึงเขียนมาเช่นนี้ จะเห็นว่าวันนี้ใครอยากได้อะไร ต้อง “ออกแรงยืดเส้นยืดสายรวมกำลังต่อรองกับฝ่ายตรงข้าม” นักเรียนอาชีวะเดินเดี่ยวๆ สองสามคน สงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ถ้ารวมหัวกันได้เต็มรถเมล์ ช้างก็ฉุดไม่อยู่
จะเวนคืนที่ดิน จะสร้างโรงงาน จะประท้วงขับไล่ หรือ “เชลียร์ใคร” ก็ต้องมีมวลชน ขนาดล่าสุดนักเรียนบดินทรเดชากลุ่มที่ถูกรอนสิทธิ์ก็เลือกเอากลยุทธ์รวมตัวเป็น “มวลชนกลุ่มย่อยๆ” ต่อรองกับรัฐบาลกระทั่งประสบผลสำเร็จได้ที่เรียนคืนมาเกินความคาดหมาย ทำให้น่าจะเข้าใจได้ตรงกันว่า “ทุกวันนี้ อะไรก็ทลายได้ ด้วยมวลชน” ราคาข้าว ราคายาง มันสำปะหลัง ลำไย สับปะรด ลามไปถึงการรวมตัวแสดงพลังทางการเมืองก็วัดกันที่ “จำนวนคน หรือมวลชน” ว่าใครมากน้อยกว่ากัน
ดังที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า กำลังคิดจะไม่ให้นิสิตนักศึกษาของผมอ่านตำรา “The Prince” ของ แมคเคียเวลลี อีกต่อไป เพราะพวกเราไปแปลความหมายตีความ ความคิด ความอ่าน กันไปแบบสีข้างเข้าถู เพราะส่วนมากจะหยิบจับบางประเด็นมาใช้สอย เฉพาะประโยคสำคัญที่สอนให้ “เน้นเป้าหมายไม่ต้องไปสนใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ” ทำให้วันนี้คนเริ่มไม่กลัวบาปกรรม ไม่กลัวผิดศีล ไม่กลัวคุกตะราง คนพวกนี้เริ่มเข้ามาในวงการการเมือง เพราะเชื่อว่าเมื่ออำนาจอยู่ในมือ เมื่อมีเงินก้อนใหญ่ได้มาไว้ในครอบครอง ถึงที่สุดจะบันดาลอะไรก็ได้ดังใจหวัง
กรณีโรงเรียนบดินทรเดชา ผมถือว่า “การแก้ปัญหาของรัฐบาล” ยังคงมีจุดอ่อนน่าคิดอยู่หลายประการ เพราะคนที่คงใน “หลักการ” คงไม่อยากให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายกันวันเว้นวัน เพราะประชาชนของเราเรียนรู้เร็ว วันนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจ “สามัคคี คือ พลัง” นั้นเป็นอย่างไร
ผมไม่เห็นด้วยที่ไปหลอกชาวบ้านว่า “โรงเรียนที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน” เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ปกครองทุกคนหวังจะให้ลูกหลานของตัวเอง เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำ แข่งเข้าเรียนได้ยังไม่หนำใจ ต้องแข่งกันอวดความมั่งมีศรีสุข ได้ข่าวตำรวจจราจรบ่นให้ฟังทางรายการวิทยุว่า รถราติดขัดช่วงเปิดเทอมอย่างหนัก เหตุผลสำคัญก็เพราะคนสมัยนี้เลี้ยงลูกเข้าตำรา “พ่อแม่รังแกลูก” ลูกศิษย์ลูกหาของผมจำนวนมาก ไม่เคยขึ้นรถประจำทาง ไม่รู้จักความยากลำบาก ขาดความอดทน หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ช่างน่าเป็นห่วงทรัพยากรมนุษย์ของเราในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรม “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ของเด็กสมัยใหม่ที่ยังคงสงสัยอยู่ทุกวันนี้ว่า เด็กๆ สมัยนี้ทำมาหาได้มาจากไหน ถึงยอมควักกระเป๋าซื้อตั๋วยืนดูคอนเสิร์ตนักร้องดังต่างชาติต่างภาษากันทีละห้าหกพันบาท ใช้มือถือราคาค่างวดร่วมๆ สองสามหมื่นบาท
ผมหวังจะเห็นประเทศไทยมี “คนเก่งและดีมีคุณธรรม” ไม่อยากให้พวกเรารอคอยความช่วยเหลือกัน “แบบงอมืองอเท้า” คิดอะไรเองไม่เป็นรอคำสั่งเพียงอย่างเดียว แปลงร่างกันเหมือนหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าจะใช้ “มวลชน” เป็นยาผีบอก ก็ขอให้ระแวดระวังภัยภายนอก ที่เขาอยากเห็นคนไทยทะเลาะกันไปนานๆ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องออกแรง ไม่ต้องเหนื่อย ทำอะไรมารองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและในภูมิภาคแถบนี้ เหลือเพียงแค่อย่าพร่ำเพรื่อ อะไรๆ ก็ “มวลชน” เพราะยาผีบอกบางทีก็ไม่ถูกกับโรคกับอาการต่างๆ เสมอไป



