ข่าว

 โรงเรียนนักการเมืองญี่ปุ่น (1)

โรงเรียนนักการเมืองญี่ปุ่น (1)

17 พ.ค. 2552

ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนผู้นำการเมืองผู้เข้มแข็ง มากด้วยความสามารถ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ หนึ่งในนั้นได้แก่แดนซากุระญี่ปุ่น ซึ่งชาวประชาต่างส่ายหน้าให้แก่นักการเมืองตั้งแต่ นายทาโร อาโซะ นายกรัฐมนตรีไปจนถึงคณะรัฐมนตรี ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน

 ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ประเทศนี้ได้ชื่อว่าใช้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเปลืองมากเป็นประวัติการเมื่อต่างถูกบีบให้ลาออก ส่วนใหญ่ด้วยข้อหาการเงินไม่โปร่งใสหรือไร้จิตสำนึกของความเป็นนักการเมืองที่ดี  ไม่ว่าจะเป็นนายชินโซ อาเบะ นายยาสุโอะ ฟูกูดะ หรืออาจรวมไปถึงนายอาโซะ นายกฯ ที่ยังเป็นลูกผีลูกคน หลังคะแนนนิยมมีแต่เป็นสาละวันเตี้ยลงจนเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

  ขณะที่นายอิชิโร โอซาวา ผู้นำพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งก็เตรียมลาออกหลังถูกโจมตีอย่างหนักว่ารับเงินบริจาคผิดกฎหมายจำนวน 21 ล้านเยน หรือกว่า  7.5 ล้านบาท ระหว่างปี 2546-2549

 ผู้เชี่ยวชาญการเมืองหลายคนพยายามหาทางออกให้แก่ประเทศว่าทางที่ดีก็คือต้องเร่งสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ผู้จะเป็นน้ำดีเข้ามาแทนนักการเมืองน้ำเน่ารุ่นเก่า พร้อมกับแนะนำให้จัดตั้งโรงเรียนสอนนักการเมืองขึ้นมาเพื่อดึงคนหนุ่มหัวดีฉลาดเฉลียวให้มาเล่นการเมืองมากขึ้น

 อย่างไรก็ดี หลายคนแย้งว่าคงเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้อย เพราะขนาดที่มีสถาบันรัฐบาลและการบริหารจัดการมัตสึชิตะ ซึ่งก็คือโรงเรียนสอนนักการเมืองแห่งแรกและแห่งเดียว ก็ยังแทบหาคนมาเรียนไม่ได้ เนื่องจากตั้งแง่ว่าจะรับเฉพาะนักเรียนที่ไม่มีเพดดีกรีหรือประกาศนียบัตรนักการเมืองมาก่อน

 ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นให้ครอบครัวนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลเลิกพฤติกรรมที่ชอบดันลูกหลานในวงศ์ตระกูลขึ้นมาสืบทอดอำนาจเสียที เพราะธรรมเนียมปฏิบัตินี้เท่ากับขัดขวางนักการเมืองเก่งๆแต่ไม่มีเส้นสายไม่ให้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้นำบ้าง ทั้งประเทศจึงเกลื่อนไปด้วยผู้นำจอมปลอมที่มีแต่ราคาคุย

 ที่สำคัญก็คือการผูกขาดอำนาจอยู่ในตระกูลนักการเมืองไม่กี่ตระกูลเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้แดนซามูไรขาดแคลนผู้นำที่แข็งแกร่ง ในเมื่อบรรดาลูกท่านหลานเธอล้วนแต่เป็นคุณหนูคุณชายที่ตีนไม่ติดดิน และไม่เคยต้องตะลอนๆ ไปลุยหาเสียงให้ต้องเหนื่อยยากไปเปล่าๆ 

 เวลาที่ขึ้นมามีอำนาจแล้วจึงมักจะถูกประชาชนตั้งคำถามอยู่เสมอๆ เกี่ยวกับความสามารถทั้งในเรื่องการจะเข้าไปสัมผัสกับคนจน หรือแม้กระทั่งในเรื่องการกำหนดนโยบายต่างๆ