ข่าว

'วิษณุ'สับเละประชานิยมเสี่ยงหายนะ

'วิษณุ'สับเละประชานิยมเสี่ยงหายนะ

22 พ.ค. 2555

“วิษณุ” สับเละรัฐใช้ประชานิยมหวังทวงบุญคุณ เสี่ยงหายนะ ชี้ช่องจ่ายเงินเยียวยาอาจซ้ำรอยหวยบนดิน "กรณ์”ซัดจัดงบปี56ไร้ยุทธศาสตร์ “ปชป.”จวกนโยบายจำนำข้าวทำประโยชน์ตกในมือพ่อค้าคนกลาง

                ที่รัฐสภา วันที่ 22 พ.ค.2555 นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสัมมนาเรื่อง “ความห่วงใย นโยบายประชานิยม”  ของกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ว่า ทุกรัฐบาลมักจะทำโครงการนโยบายประชานิยม  ซึ่งเป็นโครงการเฉพาะหน้า เพื่อหวังผลทางการเมืองให้ได้รับความนิยมจากประชาชนได้ เมื่อถึงคราวเลือกตั้งจะใช้เพื่อทวงบุญคุณ เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อย่างไรก็ตามตนมองว่านโยบายประชานิยมควรทำ แต่ต้องดำเนินภายใต้กรอบ 5 ข้อได้แก่ 1.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, 2.วินัยทางการเงินการคลัง, 3. นิติรัฐ นิติธรรม, 4.ธรรมาภิบาล และ 5.อ่านเกมสถานการณ์ในประเทศออก

              “ผมมองว่านโยบายประชานิยมเป็นเพียงแค่การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงและอาจเป็นหายนะได้ หากทำนโยบายประชานิยมแล้วหยุดอยู่แค่นั้น และหวังให้รัฐบาลชุดต่อไปมาดำเนินโครงการต่อ ก็เมินซะเถอะ ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าแม้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวกัน เช่น สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ต่อด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นโยบายยังมีการเปลี่ยนแปลง”นายวิษณุ กล่าวและว่า

              ตัวอย่างของโครงการประชานิยมล้วนเป็นภาระของรัฐที่ต้องแบกรับ เช่น นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท เดิมมองว่าเป็นภาระของผู้ประกอบการ แต่แท้จริงหากผู้ประกอบการไม่สามารถจ่ายได้ และผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องใช้เงินไปอุ้มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นหากมีคำถามว่าใช้เงินจากส่วนใด รัฐบาลต้องตอบให้ได้  รวมถึงมองผลกระทบด้วย ว่าหากใช้งบประมาณแผ่นดินแล้ว จะหารายได้มาชดเชยส่วนที่ใช้ไปอย่างไร จะขึ้นภาษีหรือไม่ หรือ ใช้วิธีการกู้เงินหรือไม่

              “โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเช่นกัน ที่รัฐต้องนำงบประมาณแผ่นดินไปดูแล ซึ่งโครงการนี้ถือว่ามีความเสี่ยง เนื่องจากราคาข้าวในตลาดไม่มีความแน่นอน ส่วนนโยบายจ่ายเงินเยียวยา 7 ล้านบาท ถามว่าเอาเงินมาจากไหน มีกฎหมายรองรับหรือไม่ ไม่ใช่ว่าจ่ายไปแล้วไม่ถูกกฎหมาย ก็เรียกคืน รัฐบาลอย่าคิดว่าทำได้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่งั้นคงไม่มีคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว” นายวิษณุ กล่าว

              นายวิษณุ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาล หวังว่าจะมีการต่อยอดเพื่อทำให้เกิดความยั่งยืนและแก้ไขปัญหา เช่น นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  หวังว่าจะเป็นการนำไปสู่การปรับปรุงอัตราค่าจ้าง, นโยบายรับจำนำข้าว หวังว่าจะนำไปสู่การจัดระบบใหม่ของราคาผลผลิตทางการเกษตร, นโยบายเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท หวังว่าจะนำไปสู่การปรับปรุงอัตราค่าจ้างของหน่วยงานราชการ โดยวิธีแบบนี้ คนมีปัญญาเขาใช้  หากคิดได้แค่เชิงการเมือง อาจเกิดปัจจัยเสี่ยง และรัฐบาลจะต้องรับกรรมอันนั้น

"กรณ์”ซัดจัดงบปี56ไร้ยุทธศาสตร์


               ขณะที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษพิจารณาเรื่องด่วน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 เป็นวันที่สองนายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รัฐบาลจัดงบประมาณขาดดุล 1 แสนล้านบาท เป็นการพูดไม่จริง เพราะรัฐบาลมีการกู้เงินอีก 3 แสนล้านบาท เป็น 4 แสนล้านบาท และรวมกับให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอีก 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งการออก พรก.ดังกล่าวเป็นการขาดประสิทธิภาพในการใช้เงิน แต่กลับมาขอสภาอีกเพื่อขออำนาจกู้ยืมชดเชยการขาดดุลเพิ่มเติม เพื่อชดเชยเพิ่มเติมถึง 3 แสนล้านบาท ยังไม่นับร่วม พรก.อีก 2 ฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และไม่สามารถนำมาอ้างในเรื่องวินัยการคลัง

               นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ที่ได้กำหนดจีดีพีไว้ 5- 6 เปอร์เซ็นต์ ตนก็มั่นใจว่ารัฐบาลทำได้ แต่ข้อเท็จจริงรัฐบาลต้องใส่ใจในรายละเอียด เพราะที่ผ่านมาราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำลงไป 12.2 เปอร์เซ้นต์ รายได้ภาคการเกษตรติดลบไปถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือผู้ส่งออก ซึ่งมีอำนาจเหนือทุนการผลิต ขณะที่ภาคเกษตรก็ยังเดือดร้อน

               ทั้งนี้ร่างงบประมาณปี2556 เป็นร่างที่ไร้ยุทธศาสตร์ ไร้ทิศทาง ไร้ทางออกให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยากจน ขาดความโปร่งใส ซึ่งงบประมาณที่ดีจะต้องตอบโจทย์ คือ จะนำพาประเทศยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างภูมิคุ้มกันในวิกฤตเศรษฐกิจ ช่วยให้คนไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

               นอกจากนี้งบที่ดีต้องตอบโจทย์คือการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งการเพิ่งพาโรงรับจำนำ ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าเพิ่มขึ้นสูงมากส่วนนโยบายพักหนี้ของรัฐบาลผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ซึ่งเป็นธนาคาของรัฐ ถือเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า 4-5 พันล้านบาท ผ่านการใช้ภาษีของประชาชน แต่ทำไมกรณีก๊าซ และพลังงาน รัฐบาลกลับไม่ใช้วิธีการดังกล่าวกับปตท. ซึ่งมีกำไรนับแสนล้านบาท แต่ท่านกลับสนับสนุน ให้ปตท.มีแต่กำไรเพิ่มขึ้น ไม่มีนโยบายที่สนับสนุนให้ปตท. คืนกำไรให้กับพี่น้องประชาชน ตนถือว่างบประมาณปี 56 ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อ นี้เลย


“ประชาธิปัตย์”จวกนโยบายจำนำข้าวทำประโยชน์ตกในมือพ่อค้าคนกลาง


               ต่อมานายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลเวลานี้กำลังสร้างปัญหาตามมาอย่างมากโดยเฉพาะการรับจำนำข้าวของรัฐบาลทำได้เพียง 30% เท่านั้นจากผลผลิตของเกษตรส่งผลให้ยอดการส่งออกของข้าว 2.4 ล้านตัน ที่ผ่านมาถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ สัญญาณนี้เป็นการเตือนว่าไทยกำลังเกิดปัญหา ตราบใดสต๊อกข้าวยิ่งสูงราคาข้าวจะยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ โดยตอนนี้ราคาตกลงประมาณ 5%สร้างความเสียหายประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ประโยชน์จะตกอยู่เฉพาะในมือพ่อค้าคนกลางมากกว่าเกษตรกร  

               นายเกียรติ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาของแพงยังไม่ถูกทาง เพราะรัฐบาลยังเน้นการตอบโต้ทางการเมืองมากกว่าลงมือแก้ไขปัญหา ทั้งที่ฝ่ายค้านได้นำเสนอข้อมูลตามหน้าที่ โดยเวลานี้สินค้าในตลาดสูงขึ้นโดยเฉลี่ย10-15% ถ้ารัฐบาลอยากจะเถียงว่าของถูก ขอให้ไปเถียงกับแม่ค้าในตลาดแทนไม่ใช่มาเถียงกับฝ่ายค้าน และในที่นี้ขอเตือนว่าโครงการธงฟ้าไม่ว่า จะของบประมาณเท่าไหรก็ไม่สามารถสร้างจุดกระจายสินค้าได้ทั่วถึง การทำให้ราคาถูกได้เพราะรัฐบาลไปตัดพ่อค้าคนกลางออก แต่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น เหมือนกับร้านถูกใจมีสินค้าเพียง 10 รายการที่ราคาถูกกว่าที่อื่น    ทั้งนี้สงสัยว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาล คือ การนั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่กินก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาทและบอกของถูกอย่างนั้นใช่หรือไม่ หรือนั่งรถเมล์ออกไปไกลๆแล้วไปนั่งกินข้าวและบอกว่าราคาถูก ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก


จวกงบเตรียมเข้าประชาคมอาเซียนไม่ตอบโจทย์

               อย่างไรก็ตามที่สำคัญงบประมาณที่ตั้งขึ้นเพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนประมาณ 4 พันล้านบาท ยังไม่ตอบโจทย์ของการเตรียมตัวเป็นประชาคมอาเซียน เพราะส่วนใหญ่งบประมาณเป็นลักษณะของการฝึกอบรม เช่น อบรมผู้ประกอบการ 2 หมื่นคน ทั้งที่ในประเทศไทยมีผู้ประกอบการเป็นหลักล้านราย และที่ผ่านมา 1 ปีกระทรวงการต่างประเทศในฐานะเป็นแม่งานเรื่องนี้ไม่เคยเรียกประชุมเพื่อเตรียมตัวเรื่องนี้เลย ไม่เข้าใจว่าจะมาของบประมาณไปทำไม   การจัดงบประมาณแบบนี้ คือ ยุทธศาสตร์อะไรกันแน่เพราะนอกจากจะไม่ตอบโจทย์แล้วยังเป็นเหมือนการตั้งงบประมาณเตรียมตัวสู่ความไม่พร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมากกว่า