ข่าว

เงามืด'มาบตาพุด'เมืองแห่งมลพิษ

เงามืด'มาบตาพุด'เมืองแห่งมลพิษ

21 พ.ค. 2555

เงามืด'มาบตาพุด'เมืองแห่งมลพิษ :ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             30 ปีที่แล้ว "มาบตาพุด" เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ใน จ.ระยอง คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นชื่อนัก จวบจนกระทั่งขุดพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รัฐบาลจึงเลือกระยองเป็นแหล่งผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติและปิโตรเคมีต่างๆ เนื่องจากภูมิประเทศเหมาะสมไม่ไกลกรุงเทพฯ มากนัก โดยตั้งชื่อว่า "นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด" พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าเรือน้ำลึก ระบบถนน รถไฟ ระบบส่งน้ำ ระบบโทรคมนาคม ฯลฯ ช่วงแรกที่เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2525 นั้นมีพื้นที่เพียง 7,000 ไร่
   
             5 ปีต่อมา รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็น "เสือตัวที่ 5" ของเอเชีย (Fifth Asian Tiger) ต่อจาก "4 เสือเศรษฐกิจของเอเชีย" เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถูกขยายให้กว้างขวางขึ้น เพื่อรองรับโรงงานใหม่จำนวนมาก จนกระทั่งปัจจุบันมีพื้นที่กว่า 2 หมื่นไร่ เรียกกันว่า “มาบตาพุดคอมเพล็กซ์” ประกอบด้วยท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน คือ 1.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 2.นิคมอุตสาหกรรมผาแดง 3.นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย 4.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก 5.นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล ภายใต้การดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ
   
             ภายใน "มาบตาพุดคอมเพล็กซ์" มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ร่วม 250 แห่ง เน้นผลิตปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ เหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า ฯลฯ ทำให้เกิดกากของเสียถูกปล่อยออกมาเป็นมลพิษหลากหลายรูปแบบ ชาวบ้านและชุมชนที่อาศัยอยู่ด้านในและบริเวณใกล้เคียงประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย จากผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินแม่น้ำระยอง พบคุณภาพเสื่อมโทรมลงตั้งแต่ปี 2549 มีค่าดัชนีคุณภาพน้ำเพียง 37 คะแนนจาก 100 คะแนน จนกระทั่งปัญหาเกี่ยวกับมลพิษและการขาดแคลนน้ำเริ่มสะสมจนส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน สถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิดใน อ.เมือง จ.ระยองมากกว่าอำเภออื่นๆ ถึง 5 เท่า
   
             ยิ่งไปกว่านั้นยังพบการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยไม่มีการลงโทษ เช่น ทิ้งขี้เถ้าถ่านหินลงทะเล หรือเอาน้ำกรดไปทิ้งลงคลอง เป็นต้น สถิติตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ระบุว่า ระยองมีปริมาณของเสียอันตรายมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ สำหรับปัญหามลพิษทางอากาศนั้น เมื่อปี 2540 นักเรียนกว่าร้อยคนของโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร ล้มป่วยเพราะกลิ่นสารเคมีจากโรงงานปิโตรเคมี 
   
             ในปี 2548 เกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก มีการแย่งใช้น้ำระหว่างชุมชนกับโรงงาน และข้อมูลของกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมร่วมกับกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากการเก็บตัวอย่างบริเวณมาบตาพุดตั้งแต่ปี 2545-2550 พบสารก่อมะเร็ง 55 ตัว ในจำนวนนี้มี 45 ตัวที่มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายถึง 20 จุด เช่น ตับ ไต หัวใจ ระบบประสาทส่วนกลาง และประสาท และมี 3 ตัวอันตรายรวมอยู่ด้วย คือ
   
             1.เบนซิน (Benzene) พบค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) เขตที่ 6 ถึง 700 เท่า 2.บิวทาไดอีน (Butadiene) มีค่าเกินระดับ 265 เท่า และ 3.สารเมทิลเทอร์เชียรีบิวทิลอีเทอร์ (Methyl Tertiary  Butyl Ether) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก และลำคอ มีค่าเกินระดับ 232 เท่า ปัจจุบันอเมริกาประกาศยกเลิกใช้สารตัวนี้แล้ว ทุกวันนี้เครือข่ายเอ็นจีโอพยายามเคลื่อนไหวรณรงค์ให้รัฐบาลประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ เนื่องจากตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยในปัสสาวะของประชาชนที่อาศัยอยู่รอบมาบตาพุด และกรมควบคุมโรคยืนยันว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
   
             เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่ จ.ระยอง พ.ศ.2550-2554 มีสาระสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.ลดปริมาณปล่อยทิ้งมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ ขยะและกากของเสียอุตสาหกรรม 2.ปรับปรุงคุณภาพน้ำและอากาศ ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานภายใน 1 ปี 3.ประชาชนต้องได้รับการดูแล รักษา และฟื้นฟูสุขภาพอนามัยอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 4.ชุมชนในพื้นที่มีความเข้มแข็งมีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิดได้อย่างต่อเนื่อง และ 5.การพัฒนาพื้นที่ในอนาคตไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยและสอดคล้องศักยภาพพื้นที่
   
             ปรากฏว่า แผนข้างต้นไม่ได้รับความร่วมมือจากโรงงานต่างๆ ทำให้เครือข่ายเอ็นจีโอและชาวบ้านร่วมกันฟ้องร้องเรื่องนี้ไปที่ศาลปกครองกลาง จนกระทั่งในวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับ 76 โครงการตามมติคณะรัฐมนตรี 2552 ที่อนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตแก่โรงงาน ที่จะก่อสร้างในเขต อ. มาบตาพุด จ.ระยอง ไว้เป็นการชั่วคราว ถือเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.5 แสนล้านบาท
   
             ระหว่างที่รัฐบาลกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ก็เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจที่สารเคมีอันตรายระเบิดในบริษัท บีเอสที อิลาสโตเมอร์ส และก๊าซรั่วไหลจากบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ไทยแลนด์) ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 12 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 140 คนนั้น "สุทธิ อัชฌาศัย" ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกออกมาจี้รัฐบาลให้จัดระเบียบ "มาบตาพุดคอมเพล็กซ์" อย่างจริงจัง
   
             "ทุกปัญหามลพิษรุมเร้าที่นี่ ปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้คือเรื่องขยะ มีวันละเกือบ 100 ตัน ประชากรตามทะเบียนบ้านมี 3 หมื่นคน แต่ที่อาศัยอยู่ในนี้จริงๆ น่าจะเกือบ 2 แสนคน ชาวบ้านกำลังแย่งชิงน้ำและทรัพยากรทุกอย่าง ทิศทางการพัฒนามาบตาพุดจะต้องชัดเจน รัฐต้องสั่งให้หยุดขยายโรงงานได้แล้ว ควรหานิคมใหม่รองรับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงมากกว่านี้" แกนนำชาวบ้านกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง


             วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ชาวมาบตาพุดจะเดินขบวนยื่น 9 ข้อเสนอที่ทำเนียบรัฐบาล

             1.เปิดเผยข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุสารเคมีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555
 
             2.นำแผนป้องกันฯ สาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2553-2557 มาใช้อย่างจริงจัง

              3 .ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม, ทรัพยากรธรรมชาติ, สุขภาพ และสังคม

              4.ชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมต่อทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
 
              5.ดำเนินคดีหน่วยงานที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
 
             6.จัดทำผังเมืองรวมอย่างมีประสิทธิภาพ
 
             7.ทำบัญชีถือครองวัตถุอันตราย บัญชีการระบายมลพิษ และแจ้งข้อมูลให้สาธารณะทราบ
 
              8.ระงับนโยบายการลงทุนเพิ่มเติมทั้งในนิคมฯ และนอกนิคมฯ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี
 
             9.เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการไตรภาคีตรวจสอบโรงงานต่อสาธารณะและกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน

............

(หมายเหตุ : เงามืด'มาบตาพุด'เมืองแห่งมลพิษ :ทีมข่าวรายงานพิเศษ)