
พฤษภารำลึก:สงครามชนชั้น
พฤษภารำลึก:สงครามชนชั้น : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง
พฤษภาคมเป็นเดือนครบรอบเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ทางการเมือง 2 ครั้งสำคัญ คือพฤษภา 35 และพฤษภา 53 เหตุการณ์ทั้งสองมีด้านที่ต่างกันสุดขั้ว ถ้าพูดให้เป็นสีสันก็คือ “ม็อบมือถือ” กับ “ม็อบไพร่”
หากลำดับพัฒนาการเมืองไทยยุคใกล้ 14 ตุลา 2516 คือการลุกฮือขึ้นโค่นล้มเผด็จการทหารของคนชั้นกลาง แม้กระแสลมขวาจัดหวนกลับ จนเกิดเหตุนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 แต่รัฐบาลหอยก็ไปไม่รอด ถูกยังเติร์กรัฐประหาร สถาปนาระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่มี พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 8 ปี
ประชาธิปไตยครึ่งใบคือการแบ่งปันอำนาจระหว่าง “อำมาตย์” กับกลุ่มทุน ผ่านพรรคการเมือง ขณะเดียวกัน สังคมไทยก็พัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดคนชั้นกลางบ้านจัดสรรขึ้นทั่วกรุงและเมืองใหญ่ คนชั้นกลางเติบโตและมีบทบาทสูงขึ้นเรื่อยๆ จนหันมาขับไล่ พล.อ.เปรม สนับสนุน พล.อ.ชาติชายเป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง แต่เมื่อน้าชาติชักจะซิ่งล้ำเส้น ดึงอำนาจตัดสินใจมาอยู่กับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ กองทัพก็ทำรัฐประหาร โดยใช้ข้ออ้าง “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต”
ซึ่งว่าที่จริงตอนนั้นคนชั้นกลางก็มอบช่อดอกไม้ให้ รสช. แต่มาเหลืออดที่ รสช.กวาดต้อนนักการเมืองถูกอายัดทรัพย์ มาเป็นฐานสืบทอดอำนาจ โดย พล.อ.สุจินดายอม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” แถมด้วยวาทะเด็ดบิ๊กเสื้อคับ “สุไม่เอาให้เต้”
หลังพฤษภา 35 พลังคนชั้นกลางมีบทบาทสูงลิ่ว รัฐบาลชวน 1 ตั้งผ่านสื่อภายใต้กระแสบีบให้ “พรรคเทพ” รวมกัน แต่รัฐบาลก็ล้มเพราะสื่อลงภาพกลุ่ม 16 จับกระจงด้วยมือเปล่า รัฐบาลบรรหาร รัฐบาลพ่อใหญ่จิ๋ว อวสานไปเช่นกันตามทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย ของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ “คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล”
อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่ง พฤษภา 35 จุดชนวนปฏิรูปการเมือง กระทั่งคลอดรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งทำให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็ง “ระบอบทักษิณ” คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจของกลุ่มทุนใหม่ โดยอาศัยฐานประชานิยม ดำเนินนโยบายที่ทำให้คนชนบทและมวลชนรากหญ้าได้ประโยชน์
รัฐประหาร 19 กันยา 2549 มาจนกระทั่งรัฐประหารเงียบ ยุบพรรคพลังประชาชน ตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ในค่ายทหาร เป็นรัฐประหารที่แตกต่างจาก รสช.ปี 2534 ตรงที่นอกจากจะเป็นความร่วมมือของ “อำมาตย์” กับกลุ่มทุนเก่าแล้ว ยังกล่าวได้ว่าคนชั้นกลางอนุรักษนิยมก็ร่วมก่อการรัฐประหารด้วย
ขณะเดียวกัน คนชั้นกลางเสรีนิยม คนชนบท คนจนเมือง ได้ก่อรูปเป็นพลังต่อต้านรัฐประหารและอำนาจนอกระบบ โดยกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดคือคนเสื้อแดงที่รวมตัวกับพลพรรคทักษิณ ก่อการลุกขึ้นสู้เมื่อเมษายน 2552 และเมษา-พฤษภา 2553 ซึ่งมีนัยสำคัญแตกต่างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทุกครั้ง คือเป็นความพยายามล้มรัฐบาลของคนชนบท แม้ไม่สำเร็จ แต่พรรคเพื่อไทยก็ได้ชัยชนะล้นหลามในการเลือกตั้งปี 2554
พัฒนาการประชาธิปไตยได้มาถึงจุดที่ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยล่มสลาย (ขณะที่เจ้าของทฤษฎีกลายเป็นไอ้หนุ่มซินตึ๊งไปก่อนแล้ว) ถึงวันนี้คนกรุงก็ยังพยายามจะล้มรัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ แม้คนเสื้อแดงเริ่มไม่พอใจรัฐบาล แต่ใช่ว่าขบวนมวลชนทั้งสองจะลดราความเกลียดชังที่มีต่อกัน
พฤษภา 53 ไม่ใช่แค่การต่อสู้ระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์” แต่ยังเป็นสงครามระหว่าง “ไพร่” จากชนบทกับ “ผู้ดี” ชาวกรุง “ม็อบไพร่” ยึดแหล่งช็อปปิ้งแบรนด์เนมกลางใจเมือง สำแดงพฤติกรรม “ถ่อย” ในสายตาผู้ดี กระทั่งสนับสนุนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารและกระสุนจริง “กระชับพื้นที่”
ไม่ว่าใครจะมีส่วนถูกผิดอย่างไรในเหตุการณ์ ภาพสะท้อนของพฤษภา 53 ที่ส่งผลถึงปัจจุบัน คือคนชนบทกำลังทวงอำนาจ ขณะที่คนกรุงกำลัง “เสียอำนาจ” (กลายเป็น “ขั้วอำนาจเก่า” ฮิฮิ) เรากำลังเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ ที่การเมืองของมวลชนกลายเป็นตัวแปรสำคัญในโครงสร้างอำนาจสังคมไทย ชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบงการมวลชนทั้งสองขบวนได้ ไม่ว่าจะอยากเกี้ยเซียะกันเพียงไรก็ตาม
วิกฤติครั้งนี้จบยาก จนกว่าจะสามารถปรับโครงสร้างอำนาจ ให้ชนชั้นนำมีอำนาจน้อยลง ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น ในส่วนของชนชั้นนำ ก็ต้องจัดสมดุลอำนาจใหม่ ผู้ไม่มาจากการเลือกตั้งเสียอำนาจให้ผู้มาจากการเลือกตั้ง ในส่วนของประชาชน ก็ต้องหาสมดุลใหม่ระหว่างบทบาทคนกรุงกับคนชนบท คนชนบทต้องเรียนรู้ที่จะใช้พลังอำนาจของตัวเอง ขณะที่คนกรุงผู้เคยมีสิทธิ์เสียงดัง เคยล้มรัฐบาล ก็ต้องยอมรับความเป็น “เสียงข้างน้อย” รู้จักอดทนอดกลั้นและรู้จักแพ้



