ข่าว

'พงษ์เทพ'โผล่ร่วมแดงรำลึก

'พงษ์เทพ'โผล่ร่วมแดงรำลึก

19 พ.ค. 2555

'พงษ์เทพ'โผล่ร่วมแดงรำลึกเผยจัดกิจกรรมวันคืนชีพ 30 พ.ค. ด้าน'ธิดา'ยันชุมนุมเพื่อทวงความยุติธรรม ขณะที่ 'ม็อบเสื้อแดง'รุมล้อมตะโกนไล่สาวเต้นโคโยตี้บนรถกระบะ

                     เมื่อเวลา 17.20 น. นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้เดินทางยังเวทีปราศรัยของกลุ่มนปช. พร้อมกับให้สัมภาษณ์ถึงการจัดกิจกรรมในวันที่ 30 พ.ค. ซึ่งเป็นวันพ้นโทษถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่า ในช่วงเช้าจะมีการจัดงานทำบุญที่มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ก่อนที่ช่วงบ่ายจะมีการจัดเสวนาที่โรงแรมรามาการ์เด้น โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายโภคิน พลกุล นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ และตนเข้าร่วมชี้แจงถึงผลพวงของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 ซึ่งการจัดงานดังกล่าวจะมีแต่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่จะเข้ามาสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมเท่านั้น จะไม่มีบ้านเลขที่ 111 ที่แยกตัวไปอยู่พรรคอื่นเข้าร่วม เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน และไม่เกี่ยวกับการที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนออกมาต่อต้านบ้านเลขที่ 111 ที่อยู่ต่างพรรค

                      ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากพ้นโทษการถูกตัดสิทธิทางการเมืองนั้น ตนยังไม่ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณถึงเรื่องดังกล่าว แต่ตามกฎหมายระบุให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคต้องสมัครด้วยตนเอง และหากพรรคเพื่อไทยเปิดรับสมัครในต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถเดินทางไปสมัครได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายห้ามเอาไว้

                      ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นยุบพรรคเพื่อไทย หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพ สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเข้าใจโดยสุจริตว่านายจตุพรมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่จะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ได้ เช่นเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่ได้ห้ามนายจตุพรลงสมัคร อีกทั้งยังประกาศรับรองให้ นายจตุพร เป็น สส.ด้วย

                      ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าความเข้าใจในประเด็นข้อกฎหมายในขณะนั้น พรรคเพื่อไทยเข้าใจว่า นายจตุพร มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ตอนหลังเกิดมีข้อสงสัยจึงมีการส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมติของตุลาการ 1 ท่านก็ยังเห็นว่า นายจตุพร มีสิทธิสมัคร แต่ในความเห็นของนักกฎหมายตนเชื่อว่าถ้าถือตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดปัญหาการเมืองไทย เพราะผู้สมัคร สส.ของพรรคฝ่ายค้านมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมได้ในระหว่างการเลือกตั้ง และถูกตัดสิทธิออกจากการเลือกตั้ง ถือเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญไม่พึงประสงค์อยู่แล้ว

 

 

 “ธิดา”ยันชุมนุมเพื่อทวงความยุติธรรม

                     นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานนปช. ให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมในวันนี้เป็นการแสดงตัวพลังประชาธิปไตยที่ยังคงอยู่ แม้จะผ่านการเลือกตั้งและพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแล้วคนเสื้อแดงจะหายไปแต่ความจริงไม่ใช่ งานวันนี้เป็นการมาสดุดีวีรชนและเป็นเจ้าภาพในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และต้องการทวงความยุติธรรม เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ เพราะประเทศชาติจะเดินหน้าไปได้ ต่อเมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม เราไม่ต้องการให้มีการรัฐประหารอีกต่อไป ถ้ามีความยุติธรรมเกิดขึ้นในตอนนี้อนาคตประเทศไทยจะมั่นคงไม่มีเหตุการณ์แบบที่ตายกันมาซ้ำๆ ดังนั้น ขอให้เหตุการณ์ 19 พ.ค.53 เป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่ฆ่าประชาชน

                      ผู้สื่อข่าวถามว่า การชดเชยเยียวยาแก่ผู้เสียชีวิตจะเรียกร้องกับรัฐบาลอย่างไร นางธิดา กล่าวว่า การชดเชยเยียวยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบ แต่ต้องการได้มากกว่านั้นคือ การเยียวยาชื่อเสียงเกียรติยศว่า ประชาชนเขาไม่ได้ตายในฐานะผู้ก่อการร้ายแต่ตายในฐานะวีรชน อย่างไรก็ตามแม้ตอนนี้ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่เชื่อว่าหลังจากงานนี้ รัฐบาลจะเร่งการเยียวยาทั้งสองอย่างคือเยียวยาได้เงินและเยียวยาชื่อเสียงเกียรติยศให้ปรากฏว่าใครคือผู้ก่อการร้าย และใครคือคนเผาบ้านเผาเมืองกันแน่

                      เมื่อถามว่า กรณีผลสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตบางคนมาจากฝีมือทหาร และบางคนมาจากคนเสื้อแดงนั้น นางธิดา กล่าวว่า เป็นเพียงข้อกล่าวหา แต่ต้องมีการพิสูจน์ความจริง เช่น การตายของทหารไม่ใช่ฝีมือนปช.และคนเสื้อแดง ขอยืนยันว่าการชุมนุมเราไม่มีอาวุธ

                      เมื่อถามว่า ต้องการให้รัฐมนตรียุติธรรมไปคุยกับดีเอสไอเรื่องผลสอบหรือไม่ นางธิดา กล่าวว่า ไปถามก็ไม่มีประโยชน์ ขณะนี้เรากำลังฟ้องร้องและข้อมูลใหม่ๆ กำลังเข้ามาและนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็พูดไปตามเรื่องเพราะถูกตั้งมาสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอให้ศาลพิสูจน์ ดีเอสไอไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ แล้ว

                      นางธิดา กล่าวต่อว่า แนวทางการต่อสู้ของนปช. ขณะนี้คือให้มวลชนเข็มแข็ง เติบใหญ่ และยกระดับประสิทธิภาพให้เข็มแข็ง และสองปีที่ผ่านมามวลชนก็มีมากขึ้น ทั้งนี้การชุมนุมในวันนี้ไม่ใช่ให้รัฐบาลรับรู้ แต่เป็นการให้ระบอบอำมาตย์รู้ว่า ประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยนั้นยังเข็มแข็งและมีจำนวนมาก

                      ส่วนกรณีที่กลุ่มนปช.บางคนอยากให้นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำนปช.เป็นรัฐมนตรีนั้น นางธิดา กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เป็นพรรคพวกกันก็อยากให้นายจตุพรได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งตนก็เห็นด้วย แต่ในนามนปช. เราจะไม่เรียกร้องเด็ดขาด หากถามส่วนตัวอยากให้นายจตุพรเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้นอยากมาก แต่เราจะไม่ออกแถลงการณ์ว่า นปช. อยากเรียกร้อง เราจะไม่ทำเด็ดขาด ส่วนการที่นายจตุพรเป็นรัฐมนตรีจะทำให้นปช.แตกแยกกันหรือไม่นั้น เราไม่ได้พูดในนามนปช. ส่วนตัวใครอยากสนับสนุนก็ทำไปเราไม่เคยยื่นคำขาด เพราะถึงอย่างไรขณะนี้ รัฐบาลมีอำนาจเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ในระบอบอำมาตย์มีถึง 80

                      นางธิดา กล่าวต่ออีกว่า ตนหวังเพียงอย่างยิ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายจะแก้ความคิดคนในสังคมนี้ และทำให้สังคมดีขึ้น ที่ผ่านมากรณีของนายจตุพรนั้นเป็นเหยื่อ และได้ขัดแย้งกับความรู้สึกประชาชนเป็นอย่างยิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พ้นจากสมาชิกภาพการเป็น สส. ซึ่งแสดงว่าระบบอำมาตย์ยังคงอยู่ชัดเจน ทั้งนี้ คนส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน แต่เราต่อสู้ในระบบ เราต้องยอมรับอำนาจ แต่ถามว่าคนทั้งหมดเห็นด้วยหรือไม่นั้น เราไม่ยอมรับ เพราะการจะให้ยอมรับเป็นเรื่องของหัวใจ เขายอมรับเพราะกฏหมายแต่หากหัวใจไม่ยอมรับคุณจะบังคับเขาไม่ได้ นี่เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมไทยที่ต้องแก้ไขปัญหา ก่อนที่ประชาชนจะเสื่อมศรัทธาจนไม่เหลืออะไรเลย

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงช่วงเวลา 15.00 น. ได้มีการจัดพิธีสงฆ์ โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์ 19 รูปทำพิธีบังสกุลและสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 19 พ.ค. 53 โดยมีแกนนำกลุ่มนปช.ทยอยเดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์   หรือแรมโบ้อีสาน ขณะที่บรรยากาศของผู้มาเข้าร่วมชุมนุมยังคงทยอยเดินทางมากันเป็นจำนวนมาก โดยคนเสื้อแดงมาจับจองที่นั่งด้านหน้าเวทียาวไปจนเกือบถึงสี่แยกประตูน้ำ นอกจากนี้ ที่บริเวณด้านหลังเวทีปราศรัยเยื้องไปทางโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ มีหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งใส่กางเกงยีนส์ขาสั้น สวมเสื้อกล้าม ยืนเต้นด้วยท่าทางยั่วยวนอยู่บนรถกระบะติดเครื่องขยายเสียง พร้อมทั้งแจกน้ำให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวด้วย

 

"ม็อบเสื้อแดง"รุมล้อมตะโกนไล่สาวเต้นโคโยตี้บนรถกระบะ

                      ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเหตุมีหญิงสาว 3 คนแต่งกายชุดวาบหวิวขึ้นเต้นยั่วยวนคล้ายโคโยตี้บนหลังรถกระบะ บริเวณด้านหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพ ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชิดลม ถนนเพลินจิตขาออก แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จึงรุดไปที่เกิดเหตุพบหญิงสาว 3 คนสวมเสื้อคลุมแจ็คเก็ตกำลังเต้นอยู่ภายในรถกระบะ ยี่ห้อ นิสสัน นาวาล่า หมายเลขทะเบียน บฉ 931 หมวดจังหวัดนครพนม ติดเครื่องเสียงชุดใหญ่ โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจำนวนกว่า 30 คนกำลังรุมล้อมกันขับไล่ให้ออกจากพื้นที่การชุมนุมทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ตร.จึงเข้ามาควบคุมเหตุการณ์และให้รถคันดังกล่าวรีบออกไปก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้น

                     จากการสอบถามคนเสื้อแดงรายหนึ่ง เผยว่า เห็นรถกระบะคันดังกล่าวมาจอดอยู่นานกว่า 2 ชม.แล้วจู่ๆก็เปิดเครื่องเสียงดังสนั่นหวันไหว จนกระทั่งมีหญิงสาววัยรุ่นอายุประมาณ 19-20 ปี 3 คนใส่ชุดวาบหวิวเดินขึ้นมาทำการเต้นยั่วยวนประมาณ 5 นาที จนมีกลุ่มเสื้อแดงบริเวณใกล้เคียงเดินมารุมล้อมตะโกนขับไล่จึงเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ส่วนตัวตนคิดว่าเป็นการไม่เหมาะสมเพราะในวันนี้ถือว่าเป็นงานรำลึกเหตุการณ์ซึ่งน่าจะเป็นการไว้อาลัยมากกว่าเป็นงานครื้นเครง