
ชาวเล'ราไวย์'ร้องผู้ตรวจฯนายทุนไล่ที่
ชาวเล 'ราไวย์' บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอความเป็นธรรม แฉ นายทุนไม่สนเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ จ้องขับไล่อ้างเอกสารสิทธิในที่ดิน ให้ออกจากพื้นที่ที่เคยอยู่อาศัยยาวนานกว่า 300 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค.55 ตัวแทนชาวชุมชนราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 14 คน ได้เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากปัจจุบันชาวชุมชนราไวย์ 2,000 กว่าคน ประมาณ 244 หลังคาเรือน กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากเอกชนรุกไล่ที่ดินอ้างเอกสารสิทธิเมื่อปี 2508 ที่ออกโฉนดที่ดินได้เมื่อปี 2514
"มีการขับไล่มาโดยตลอด ล่าสุดเมื่อปี 2552 เอกชนผู้อ้างสิทธิในที่ดินเริ่มฟ้องขับไล่ชาวชุมชนราไวย์จำนวน 10 ราย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ชาวเล 2 รายทำการรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ส่วนอีก 8 ราย อยู่ระหว่างดำเนินคดีและกำลังทยอยฟ้องทั้งชุมชนเพราะต้องการสร้างโรงแรม ย้อนไปเมื่อปี 2550"
ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยตรวจสอบและให้ความเห็นว่า เอกชนได้อ้างสิทธิในที่ดินทำกินมีการออกเอกสารสิทธิมิชอบเห็นควรให้ทำการตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ รวมทั้งออกเอกสารสิทธิให้กับชุมชนชาวราไวย์ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จนเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2553 รัฐบาลได้มีมติ ครม. เห็นชอบให้ใช้นโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเลและมอบให้กระทรวงวัฒนธรรมนำไปปฏิบัติและให้สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และประกอบอาชีพประมงได้โดยใช้อุปกรณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาวเล
ตัวแทนชาวชุมชนราไวย์ ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ของชาวไทยใหม่อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียเมื่อประมาณกว่า 300 ปี ได้เข้าไปอาศัยอยู่บริเวณเกาะเฮย์และย้ายมาอยู่บริเวณหาดราไวย์ เมื่อประมาณ 100 กว่าปีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จเยี่ยมชุมชนเมื่อปี 2502 ชาวบ้านดำรงชีพด้วยการออกทะเลหาปลา ปลูกต้นมะพร้าวบ้านยกสูงพื้นปูด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาบ้านใช้ไม้ไผ่หลังคามุงด้วยจากมะพร้าวใช้เปลือกต้นเสม็ดแช่น้ำมันยางจุดไฟ ออกทะเลหาปลา หรือทำไร่แต่พอกิน
ต่อมาเมื่อปี 2508 ถูกอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ชาวบ้านที่อยู่อาศัยขาดแคลนสาธารณูปโภค สภาพชุมชนแออัด ตกสำรวจ ไม่มีบัตรประชาชน เกิดความลำบากเป็นอย่างมากไม่สามารถสร้างห้องน้ำและปลูกสร้างสิ่งใด ๆ ได้อีกต่อไป
ทั้งีน้ ปัญหาในปัจจุบันคือ ถึงแม้ปัจจุบันประชาชนจำนวนประมาณ 130 หลังคาเรือนทีมีทะเบียนบ้านก็ไม่สามารถขอน้ำประปา และไฟฟ้าใช้ได้รวมทั้งถูกคัดค้านเนื่องจากไม่มีโฉนดที่ดิน ต้องอาศัยซื้อน้ำประปาและไฟใช้ แพงกว่าที่อื่น 3เท่า มีมีงบพัฒนาชุมชนถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีห้องน้ำใช้เพราะไม่สามารถต่อเติมที่อยู่อาศัยได้
นอกจากนี้ ในชุมชนมีต้นมะพร้าวสูงเยอะมาก และเคยล้มทับบ้านหลายหลังคาเรือน ซึ่งต้นมะพร้าวแม้ยืนต้นตาย ก็ตัดไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์โค่น บ่อน้ำสาธารณะถูกไล่กลบตลอดเวลา รวมทั้งพื้นที่สุสานและพิธีกรรมถูกเอกสารสิทธิ์ทับ และต้องออกหาปลาไกลขึ้น ดำน้ำลึกขึ้น ซึ่งอันตรายจากการถูกน้ำหนีบ
ด้านนายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ขอรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาและต้องขอตรวจสอบกระบวนการที่ถูกต้องตามบทบาท อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน สำหรับเรื่องสาธารณูปโภคจะดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นโดยเร็ว



