
จาก'กรีซ'ถึง'โกลด์'
จาก'กรีซ'ถึง'โกลด์' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนที่ลงทุนในหุ้นและทองคงปวดหัวกันระนาว เพราะทั้งราคาหุ้นและราคาทองปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยมีเหตุและปัจจัยหลักมาจากความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจยุโรป โดยมี "กรีซ" เป็นแกนกลาง หลังจากที่กรีซ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป ที่รวมตัวกันใช้เงินสกุล "ยูโร" เกิดปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ
แต่ประเด็นที่ทำให้ราคาหุ้น ราคาทองคำ (รวมถึงราคาน้ำมัน) ปรับตัวลดลงวูบๆ นั้น ไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจของกรีซ แต่กลายเป็นวิกฤติทางการเมือง เมื่อกรีซไม่สามารถและยังไม่ทีท่าที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ก่อนสิ้นสุดสัปดาห์มีข่าวว่า ประชาชนจำนวนมากต่างก็ไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ของประเทศ พากันแห่ถอนเงินออกจากธนาคารคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 700 ล้านยูโร หรือประมาณ 894 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 31 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ตกประมาณกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท
ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในบ้านเราเมื่อปี 2540 นั่นแหละ ต่างกันแต่ว่า วิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" ของไทยนั้น เหตุเกิดจาก "หนี้ภาคเอกชน" เมื่อบรรดาบริษัทใหญ่ๆ ต่างพากันกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศ หลังจากภาครัฐเปิดช่องทางการไหลเข้าออกของเงินทุน และเมื่อเกิดการโจมตีค่าเงินบาท แล้วแบงก์ชาติสู้ไม่ถอยจนทุนสำรองร่อยหรอหมดหน้าตัก สุดท้ายเมื่อต้องลอยตัวค่าเงินบาท หนี้สินสกุลเงินต่างประเทศที่กู้ๆ กันมาก็พอกพูนจนกลายเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว
ส่วนวิกฤติกรีซ รวมทั้งประเทศอื่นๆ ในยุโรป อาทิ สเปน อิตาลี มาจากปัญหา "หนี้" เช่นกัน แต่เป็นหนี้สาธารณะหรือหนี้ภาครัฐ ที่ว่ากันว่าก็มาจากระบบรัฐสวัสดิการ ที่รัฐเอื้อเฟื้อ อุดหนุน ดูแลประชาชน จนทำให้ฐานะการคลังของรัฐอ่อนแอลง เช่นเดียวกับประชาชนในชาติที่อ่อนแอลงจากความเคยชินกับความสุขสบายที่รัฐจัดหามาให้
แม้รากเหง้าของปัญหาจะเริ่มต้นไม่เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ "วิกฤติ" เหมือนๆ กัน
"เหตุ" ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิด "ผล" กับราคาหุ้นและราคาทองคำในทางลบ หลายคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะเราถูกสอนและถูกสั่งให้จำว่า ในวิกฤติเศรษฐกิจ ควรวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ที่ต้านทานวิกฤติได้ ซึ่งแน่นอนว่า นั่นคือ โลหะที่มีค่าอย่าง "ทองคำ" แล้วทำไมจึงมีแรงขายทองคำ ทั้งๆ ที่วิกฤติยังคงอยู่ ก็เนื่องเพราะโลกไม่ได้มีเหตุเดียวผลเดียวอีกต่อไป คำอธิบายสำหรับการเทขายทองคำ ก็คือ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เม็ดเงินจากการลงทุนในทองคำจึงถูกโยกย้ายและถ่ายโอนไปลงทุนในเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และทองคำ (รวมถึงหุ้นและน้ำมัน) อ่อนค่าลง
จากเดือนกันยายน ปี 2554 ที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 1,920 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ปัจจุบันราคาลดลงเหลือ 1,530-1,540 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หายไปเกือบ 400 ดอลลาร์หรือเกือบๆ 4 พันบาท
คำถามคือ ทองคำ ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ คุณณัฐฑี จุฑาวรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด บอกว่า สุดท้าย "ทองคำ" ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่าในช่วงนี้ราคาจะลดลงมาก็ตาม เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ทองคำก็เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง เพียงแต่ปัจจัยที่เข้ามามีผลกระทบในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ราคาทองคำผันผวนไปตามปัจจัยนั้นๆ
หลังจากที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คุณณัฐฑีบอกว่า ให้รอดูที่ระดับต่ำสุดเดิมที่ 1,522 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีความเป็นไปได้ที่ราคาทองจะลงไปที่ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดที่น่าจะทยอยซื้อสะสมได้ เช่นเดียวกับคุณกฤษณา วิเศษสินธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทองคำ แอสเซท ที่แนะนำให้ลงทุนทองคำในระดับราคาบริเวณ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมองว่า ในช่วงสิ้นปีนี้ ราคาทองจะฟื้นตัวไปอยู่ที่ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับคนที่ลงทุนทองคำอยู่แล้ว เรื่องรูปแบบการลงทุนไม่ใช่ปัญหา หลังจากนี้ก็ว่ากันไปในเรื่องของราคา ส่วนที่คนมองทองมานาน และเก็บเงินไว้เพื่อรอเวลาลงทุนในทอง มีข้อคิดเรื่อง "รูปแบบการลงทุน" มาฝาก เป็นข้อคิดที่มาจากหนังสือ "เงินทองต้องจัดการ" ของคุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ว่าด้วยบทตอนเกี่ยวกับการลงทุนในทองคำ ซึ่งคุณวิวรรณได้เขียนถึงการเลือกรูปแบบการลงทุนในทองคำให้เหมาะสม ด้วยการตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน
นั่นคือ ทำไมอยากซื้อทองคำ ถ้าอยากซื้อเพราะต้องการสวมใส่ และต้องการสะสมเพื่อความสวยงาม ก็ควรซื้อทองรูปพรรณ แต่ต้องทำใจว่าการซื้อและการขายคืนมีส่วนต่างที่เป็นค่ากำเหน็จอยู่ แต่ถ้าอยากซื้อเพื่อการลงทุน ก็มีทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
ต้องการจับต้องหรือไม่ หรือต้องการเพียงอยากมีส่วนได้เสียกับการขึ้นลงของราคาทองคำ บางคนซื้อเพื่อการลงทุน แต่ก็อยากจับต้อง ถ้าเป็นแบบนี้ต้องเลือกซื้อทองคำแท่งหรือเหรียญทอง แต่ถ้าไม่ต้องการจับต้อง ก็มีทางเลือกอื่นเพิ่ม เช่น การลงทุนในกองทุนทองคำหรือโกลด์ฟิวเจอร์ส
จะเก็บรักษาไว้เองหรือจะเก็บไว้ในตู้มั่นคงของธนาคาร บางคนอยากซื้อทองคำแท่งก็เพื่อจะจับต้อง แต่พอซื้อมากๆ ก็ต้องนำไปไว้ในห้องมั่นคงของธนาคาร แต่จะกลายเป็นนานๆ จับต้องได้สักครั้ง ดังนั้น ต้องให้แน่ใจก่อนว่าอยากจะทำอะไร
มีข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภาษี ค่าคอมมิชชั่น ค่ากำเหน็จ ค่าเก็บรักษา ค่าเบี้ยประกัน ฯลฯ ซึ่งรูปแบบของการลงทุนแต่ละอย่างจะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ถัดมา คือ ร้านหรือบริษัทหรือคนที่จะซื้อขายด้วยน่าเชื่อถือเพียงใด และสุดท้าย คือ ทองคำเข้ากับการลงทุนอื่นๆ ของตัวเองหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าอย่างไร การลงทุนก็ยังต้องยึดหลักของการกระจายความเสี่ยงอยู่ดี
จากวิกฤติ "กรีซ" ไปถึงความเป็นไปของทองคำ "โกลด์" (Gold) ส่วนใครจะถึงเป้าหมาย "โกล" (Goal) หรือไม่ อย่างไร และแค่ไหนนั้น ต้องบอกว่า
เมื่อ "รู้" ทุกอย่างเท่าๆ กันแล้ว สิ่งที่เหลือตอนนี้คือ จังหวะในการตัดสินใจ ซึ่งต้องใช้ "ใจ" ตัดสินล้วนๆ
.................................
(จาก'กรีซ'ถึง'โกลด์' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



