
ฝีมือล้วนๆ
ฝีมือล้วนๆ : ขอดเกล็ดดาวเงิน พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3
หากจะนึกถึงนายตำรวจระดับสูงที่มีแนวคิดก้าวหน้าในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอยู่ไม่น้อย แต่ละคนมีความคิดสมัยใหม่หากได้รับการสนับสนุนก็จะสามารถนำแนวความคิดสมัยใหม่เหล่านั้นไปต่อยอด จะส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
หนึ่งในนายตำรวจระดับสูง ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีแนวคิดแบบก้าวหน้า คือ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 หรือ "พี่ณุ" ของบรรดาพี่ๆ น้องๆ กระจอกข่าวทั้งหลาย
พล.ต.ท.ภาณุ เป็นนายตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาด้านการจราจร จนได้รับฉายาว่า "กูรูจราจร" โดยเป็นผู้ริเริ่มนำอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาบูรณาการในการทำงาน
จ่ายิ้ม...จ่าเฉย...กล้องวงจรปิดจับความเร็ว กล้องจับฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร หรือ "เรดไลน์คาเมร่า" กำเนิดเกิดขึ้นก็เพราะแนวคิดของ "พี่ณุ" ที่มีความพยายามในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจ
ครั้งหนึ่ง กระจอกข่าวมีโอกาสจับเข่าคุยกับ พล.ต.ท.ภาณุ อย่างถึงพริกถึงขิง ในประเด็นจุดเด่นจุดด้อยของตำรวจไทยในยุคปัจจุบัน
พล.ต.ท.ภาณุ แสดงทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า หากให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจไทยกับตำรวจในประเทศแถบเพื่อนบ้าน ตำรวจไทยกินขาด เพราะมีความสามารถเฉพาะตัวสูง การคลี่คลายคดีทุกคดีใช้ฝีมือล้วนๆ เพราะตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาตำรวจไทยมีเทคโนโลยีให้ใช้น้อย ต้องทำงานท่ามกลางสภาวะปากกัดตีนถีบ เพราะได้รับค่าตอบแทนน้อยเมื่อเทียบกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อย
"ตำรวจไทยแพ้เพื่อนบ้านอยู่เรื่องเดียวคือ ค่าตอบแทน ซึ่งแต่ละคนได้รับน้อยมาก เมื่อเทียบกับมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ แล้วน่าใจหาย เงินเดือนเขาสูงกว่าเราเยอะ ปัจจุบันตำรวจเราถูกเลี้ยงแบบให้กินพอคนเดียว ไม่ได้เผื่อแผ่ถึงลูกเมียหรือสมาชิกในครอบครัวของเขา ยิ่งเป็นชั้นผู้น้อยยิ่งแล้วใหญ่ ลองคำนวณดู เปิดเทอมทีต้องจ่ายกัน 2-3 หมื่น เงินเดือนตำรวจปัจจุบันจะพออะไร" พล.ต.ท.ภาณุ พูดพลางส่ายหน้า
"พี่ณุ" บอกด้วยว่า หลักวิธีการง่ายๆ หากต้องการให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ ต้องมีผลตอบแทนที่พอเพียงให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างไม่ขัดสน แต่ปัจจุบันไม่ใช่
"น้องรู้มั้ยตำรวจเดินเท้าของฮ่องกงเงินเดือนเท่าไหร่ ถ้าคิดเป็นเงินไทย 1-2 แสน เขาไม่ต้องรีดไถใคร ไม่ต้องไปทำงานอื่นนอกจากทำหน้าที่ตำรวจให้ดี เช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่ตำรวจไทยหรือผู้หมวดจบใหม่เจ็ดพัน ลองคิดดู กทม.อยู่ได้ไหม? ไม่มีแฟลตนี่ตายเลย แล้วถ้าเกิดเขาไปมีเมียมีลูกล่ะ ยิ่งไปกันใหญ่ ก็เลยต้องทำทุกทาง เพราะมันจำเป็น" พล.ต.ท.ภาณุ ปรับทุกข์
ปัญหาเงินเดือนน้อย ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติพยายามหาทางแก้อยู่เป็นระยะ แต่ติดปัญหาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีบุคลากรรวมกันกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ จะขยับเขยื้อนทำการใด โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องใช้งบประมาณมหาศาล เลยต้องคิดหลายตลบ
เร็วๆ นี้ก็เพิ่งใช้วิธีเลื่อนขั้นตำรวจชั้นประทวนที่มีวุฒิปริญญาตรีเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรติดยศ "ร.ต.ต." จะได้มีเงินเดือนสูงขึ้น แต่ก็ติดปัญหาอีก เนื่องจาก "ผู้หมวดใหม่" เหล่านี้ไม่อยากทำงานเสี่ยงๆ โดยเฉพาะงานด้านสายตรวจ
ก่อนจากกันในวันนั้น "พี่ณุ" บอกกับกระจอกข่าวว่า พี่เขามีความฝันอยากเห็นตำรวจทุกคนในทุกๆ หน่วยงาน นำองค์ความรู้ที่แต่ละคนมีมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อวิเคราะห์วินิจฉัยปัญหาในการทำงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการทำงานที่จะส่งผลให้ตำรวจแต่ละคนทำงานกันอย่างมีความสุข
"พี่เคยไปดูงานที่สิงคโปร์ พบว่าตำรวจที่นั้นเมื่อทำงานครบ 1 ปี จะถูกเรียกเข้ามาอบรม 2 เดือน เพื่อนำประสบการณ์ตรงมาแชร์กัน แต่ตำรวจไทยมีน้อยมาก เมื่อเรียนจบได้รับการบรรจุทำงานแล้ว 100 คน จะมีโอกาสถูกเรียกไปฝึกอบรมเพิ่มไม่เกิน 10 คน" พล.ต.ท.ภาณุ ว่า
ด้วยเหตุผลดังที่ว่า ตำรวจไทยทุกวันนี้ จึงต้องพึ่งฝีมือตัวเองล้วนๆ !!!



