ข่าว

'ปปช.'จี้ทุกภาคส่วนร่วมมือปราบโกง

'ปปช.'จี้ทุกภาคส่วนร่วมมือปราบโกง

18 พ.ค. 2555

“ปานเทพ” จี้ทุกภาคส่วนร่วมมือปราบโกง ห่วงท้องถิ่น แนะรัฐกระจายงบ สตง.แนะวิธีปราบคอรัปชั่นต้องเริ่มจากตัวคน วอนปชช.มีส่วนร่วมตรวจสอบมากขึ้น ภาคีเครือข่ายต้านคอรัปชั่นรับห่วงทุจริตเชิงนโยบาย แฉนักการเมืองหลายคนสร้างอำนาจบริหารด้วยเงิน-เร่งทำหมาเฝ้าบ้าน เชื่

          ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ  เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 พ.ค. รัฐบาลได้จัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมทั้งตัวแทนจากภาครัฐ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนทางการทูตและภาคเอกชน เข้าร่วมงาน พร้อมร่วมกันประกาศเจตนารมณ์การไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น

              ทั้งนี้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ว่า ปัจจัยความสำเร็จการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันต้องร่วมมือกันผลักดันเรื่องนี้ ขณะที่ปปช.ก็ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในการป้องกันและปรามการทุจริต โดยมี 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ให้ความสำคัญต่องานป้องกันและปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรมจริยธรรมในทุกภาคส่วน 2.การปราบปรามทุจริตต้องรวมพลังแผ่นดินใช้ทุกภาคส่วนร่วมมือ 3.เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้หน่วยงานในการต่อต้านทุจริต โดยเรื่องนี้นั้น ปปช.ก็ได้ปฏิรูปกฎหมายในการปราบปรามทุจริตแล้ว และ4.การสร้างบุคลากรมืออาชีพป้องกันและปราบปรามการทุจริตซึ่งขณะนี้การทุจริตมีความซับซ้อน บุคลากรจึงต้องมีความรู้

              ทั้งนี้การดำเนินงานยุทธศาตร์ทั้ง 4 ด้านยังมีข้อจำกัดที่ในทางปฏิบัติยังต้องแก้ไข เพราะทำให้ขับเคลื่อนไม่ได้ โดยรัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญและจริงจังในการป้องกันปราบปรามทุจริต โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนงบประมาณของภาครัฐก็ยังไม่ชัดเจน เพราะเป็นงบประมาณยังไม่ได้ระบุเรื่องการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นงบประมาณเกลี่ยของแต่ละหน่วยงานทำให้ต้องใช้งบประมาณของตัวเองก่อน ซึ่งในปัจจุบันการทุจริตคอร์รัปชั่นมีความซับซ้อนและรุนแรง ขยายวงกว้างในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการกระจายตัวของงบประมาณในท้องที่ต่างๆอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะท้องที่ที่มีปัญคงวามรุนแรงในการทุจริต ขณะที่ภาคเอกชนก็มีการรวมตัวกันในการต่อต้านทุจริตอย่างเข้มแข็ง ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นเรื่องสำคัญและเป็นช่องทางที่ทำให้มีการทุจริตอย่างมาก แต่ก็มีการป้องกันอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว


สตง.แนะวิธีปราบคอรัปชั่นต้องเริ่มจากตัวคน

              นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รักษาราชการแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน(สตง.) กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางในการแก้ไขปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในประเทศไทย” ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น” ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยก้าวไกลไร้ทุจริต” ว่าการต่อต้านการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่การต่อสู้ที่โดดเดี่ยวเหมือนในอดีต เพราะองค์กรเอกชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งการทุจริตชั่วช้าที่สุด คือ การทุจริตต่อเงินแผ่นดิน เพราะเป็นเงินของประชาชน ถือเป็นผลกระทบที่ใหญ่หลวง ปัญหานี้แม้จะแก้ไขมานานและก้าวหน้าบ้าง แต่ยังคงมีอยู่ หากไม่มีเลยบ้านเมืองจะเจริญกว่านี้ ซึ่งการแก้ไขจะต้องเริ่มที่ตัวบุคคล เพราะไม่ว่าระบบจะดีแค่ไหน ถ้าคนมีปัญหาก็จะเกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะผู้บริหารถ้าไม่มีจิตสำนึกหรือไม่เป็นแบบอย่างแก้ไขปัญหาทุจริตก็จะไร้ผล ส่วนปัญหาต่อมา คือ กฎหมายและอำนาจในการตรวจสอบ บ้านเรายังยึดหลักสิทธิมนุษยชนและเมตตาธรรมมากเกินไป บางคนถูกชี้มูลว่าทุจริต แต่พอล้างผิดได้ ราชการยังยอมรับคนพวกนี้กลับมา ประเทศไทยจึงต้องแก้ไขอะไรอีกหลายอย่างถ้าจะทำเรื่องนี้

              นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่าการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนยังมีอยู่น้อย แม้จะมีเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ก็ถือว่ายังมีไม่เพียงพอ ซึ่งประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบกันเองภายในท้องถิ่นให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาระหว่างฝ่ายนโยบายกับท้องถิ่นสวนทางกันตลอด เช่น รัฐบาลทำนโยายแก้น้ำท่วม แก้มลิง เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำ แต่ในพื้นที่จ.สมุทรปราการ มีการขยายถนนด้วยการถมคลองยาว 15 เมตร ให้เลือกแค่ท่อสี่เหลี่ยม อย่างไรก็ตามหากประชาชนทุกคนช่วยกันสะท้อนปัญหา ในฐานะสตง. ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบไม่ขอเรียกร้องงบประมาณเยอะ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น แต่จะรวจสอบให้ตรงจุด และถ้าประชาชนเข้มแข็งและมีเพิ่มขึ้น จะทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องทบทวนตัวเองและปรับตัว


ภาคีเครือข่ายต้านคอรัปชั่นรับห่วงทุจริตเชิงนโยบาย

              นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญฆาทุจริตประพฤติมิชอบในประเทศไทย” ว่าการทุจริตที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือการทุจริตเชิงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นความพยายามใช้งบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ ไม่ถูกต้อง ซึ่งนักการเมืองหลายคนพยายามสร้างอำนาจเพื่อเข้าบริหารประเทศด้วยการนำเงินงบประมาณไปใช้ในโครงการที่ไม่กิดประโยชน์ ซึ่งการที่ประเทศชาติถูกตราหน้าว่ามีอัตราการคอร์รัปชั่นสูงทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้นในการทำธุรกิจ ประเทศไทยเองยังต้องการการพัฒนา ถ้าไม่มีแรงดึงดูดการลงทุนเหลืออยู่ ก็จะเกิดผลเสียกับประเทศอย่างรุนแรง ทั้งนี้หลายโครงการที่เป็นโครงการเร่งด่วนทำให้เกิดการใช้วิธีการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นช่องทางในการทุจริต ขณะที่ภาคเอกชนเห็นว่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ จึงจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านการทุจริตขึ้น ตระหนักดีว่าจะเป็นส่วนในการช่วยในการตรวจสอบและต่อต้านอย่างจริงจัง

              “สิ่งที่ภาคีเครือข่ายจะทำต่อไปคือการเน้นเรื่องการป้องกันและการปลูกฝั่งค่านิยมที่ถูกต้อง เพราะกระบวนการปราบปรามที่มีอยู่มีแต่ความล่าช้า ไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเห็นได้ว่าจะมีสักกี่ที่คนที่ดำรงตำแหน่งสูงแล้วถูกลงโทษ ขบวนการปราบปรามของเราใช้เวลานานเกินไป การป้องกันจึงจะมีประโยชน์มากกว่า และภาคีฯ ได้เปิดโครงการหมาเฝ้าบ้านเปิดโอกาสให้คนทั่วประเทศได้มาข่วยกันตรวจสอบด้วย โดยมีทั้งหมาเห่าที่คอยเตือน และหมากัดที่คอยตรวจสอบด้วยความสามารถพิเศษ ขณะเดียวกันร่วมกับภาครัฐ ในการทำให้การแข่งขันในโครงการภาครัฐมีความเป็นธรรม เพราะการทุจริตที่เกิดขึ้นในภาครัฐเกิดจากความพยายามเอาเปรียบของบางคน ขบวนการหลายอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้”

              นายประมนต์ กล่าวต่อว่า ภาคีเครือข่ายฯ ยังมีโครงการฮั้วไม่จ่ายที่รวบรวมเอกชนที่ทำงานกับภาครัฐซึ่งต้องขออนุญาต และการประมูลงาน เพราะได้รับความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการเรียกร้องค่าน้ำร้อนนำชา ทำให้เอกชนรวมตัวกันยืนยันว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินให้กับหน่วยงานที่เรียกร้องอีก ทั้งนี้นอกจากการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และการตรวจสอบภายในองค์กร ก็ควรมีการตรวจสอบโดยองค์กรภายนอกที่เป็นองค์กรอิสระมร่วมกันตรวจสอบด้วย และการต่อต้านคอรัปชั่นควรจะเริ่มจากการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับเยาวชน ซึ่งตนเชื่อว่าการต้านคอรับปชั่นจะสำเร็จได้เพราะ 3 ส่วน คือ รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม องค์กรอิสระต้องเป็นผู้ตามตรวจสอบ ซึ่งเมื่อ 3 ส่วนพร้อมแล้วเชื่อว่าประเทศไทยจะสดใสและคนโกงจะไม่มีที่ยืน