
ชาวสวนเงาะตราดปิดถนนเดือดราคาตก
ม็อบหอมแดงปิดทางขึ้นศาลากลางศีรสะเกษ โห่ อคส. สั่งชั่งน้ำหนักหอมแดงใหม่ หลัง คชก.พบส่อทุจริต ขณะผู้ปลูกหอมเมินข้อเสนอ ลั่นใครโกงใครกินไปคุยกันเอง ชาวสวนเงาะตราดเดือดปิดถนนเหตุไม่ได้ประกันราคาเงาะกก.ละ 10 บาท ผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ส่งกุ้งเน่าฝาก"ปู"สุดทดอื
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 พ.ค. ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศีรสะเกษหลังเก่า ได้มีเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง จาก อ.ยางชุมน้อย อ.ราษีไศล อ.วังหินและอ.กันทรารมย์ 300 คน นำโดยนายกันตนา ทองอินทร์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางชุมน้อย ฐานะที่ปรึกษาสหกรณ์หอมแดง อ.ยางชุมน้อย ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมจากกรณีที่ได้ขายหอมแดงให้กับโครงการแทรกแซงราคาหอมแดงของรัฐบาล แต่เป็นเวลาร่วม 4 เดือนแล้วที่เกษตรกรยังไม่ได้รับเงินจากโครงการแทรกแซงราคาดังกล่าว ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจึงได้ออกมาชุมนุมในครั้งนี้
นายลำเวียง สีหะวงษ์ ประธานสภาเทศมนตรีตำบลยางชุมน้อย ในฐานะแกนนำผู้เดือดร้อนกล่าวว่า ที่เดินทางมาเพื่อจะเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเอาเงินที่ขายหอมแดงมาให้เกษตรกร และที่ทางองค์การคลังสินค้า(อคส.) บอกว่ายังไม่ได้ซื้อนั้นหมายความว่าอย่างไร พวกเราไม่เข้าใจทั้งที่เกษตรกรเขาเอามาชั่งกับทาง อคส.แล้วก็บอกว่าให้เอากลับไปฝากแขวนไว้ที่บ้านก่อน ก็ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว
นายลำเวียง กล่าวต่อว่า อคส.รับซื้อไปตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.แล้วก็บอกให้รอว่าจะได้เงินก็รอมาถึง เม.ย. และ พ.ค. ก็ยังไม่ได้เงิน บอกให้เอามาชั่งใหม่ ถ้าเอามาชั่งใหม่แล้วจะเหลือเท่าเดิมไหม เพราะหอมไม่ได้เก็บไว้ได้นานขนาดนั้น ที่ไม่จ่ายเงินบอกเหตุผลว่าไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ซื้อได้อย่างไรในเมื่อทำสัญญากันไว้หมดแล้ว ก็มาประชุมที่ศาลากลางโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งก็ยังบอกว่าหอมชุด 2 นี้ดีมากนะ เพราะเขาจะให้ค่าเก็บรักษาตันละ 250 บาท ก็พูดกันจนถึงขนาดนั้น แต่พอมาวันที่ 18 พ.ค.นี้ทาง อคส.บอกว่ายังไม่ได้ซื้อแล้วจะให้ทำอย่างไรอีก
“ฝากบอกรัฐบาลว่าอย่ามาหลอกพี่เลย มีเงินก็เอามาให้พี่น้องเกษตรกรเถอะ สงสารพวกเราบ้าง ส่วนเรื่องว่าใครจะโกงจะกินก็ให้ไปคุยกันเองอย่างให้ชาวบ้านตาดำๆ ต้องเดือดร้อนไปด้วย ” แกนนำผู้เดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง กล่าว
ทั้งนี้ข้อมูลจากองค์การคลังสินค้าที่ได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาหอมแดงราคาตกต่ำ ปี 2554/2555 โดยตั้งจุดรับซื้อ ณ อำเภอยางชุมน้อย และมีผู้เข้าร่วมโครงการจากวันที่ 17 ม.ค. ถึงวันที่ 9 ก.พ. จำนวน 5,048 ราย จำนวนหอมแดง 22,820,754 กิโลกรัม รัฐบาลรับซื้อในราคา ก.ก.ละ 15 บาท เป็นเงิน 342,311,310 บาท ซึ่งองค์การคลังสินค้าได้ชำระเงินให้กับเกษตรกรไปแล้วจำนวน 260,404,500 บาท น้ำหนักทั้งหมด 17,360,300 ก.ก. จำนวนเกษตรกรที่ได้รับเงิน 3,786 ราย โดย อคส. ยังคงค้างจ่ายเงินให้กับเกษตรกรในรอบที่ 1 จำนวน 3,319,200 ก.ก. จำนวนเกษตรกร 717 ราย เป็นเงิน 49,788,000 บาท และยังค้างชำระ รอบที่ 2 จำนวน 8,571,880 ก.ก. จำนวนเกษตรกร 2,483 ราย เป็นเงิน 128,578,200 บาท จำนวนหอมแดงที่ค้างชำระ 20 % จำนวน 537,000 ก.ก. ราคา 15 บาท จำนวนเงิน 8,055,000 บาท กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมแดง อ.ราษีไศล ค้างชำระค่าหอมแดง ระหว่างวันที่ 3 - 19 มี.ค. 55 จำนวน 6,272,240 ก.ก. เป็นเงิน 94,083,600 บาท
ส่วนข้อมูลการเข้าร่วมโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง เฉพาะจังหวัดศีรสะเกษปริมาณหอมแดงทั้งจังหวัด 120,000 ตัน ปริมาณหอมแดงที่เข้าร่วมโครงการ 3,5000 ตัน และมีหอมแดงบางส่วนที่เข้าโครงการไปแล้วเน่าเสียและถูกนำไปทิ้งแล้วบางส่วนจำนวนกว่า 18,000 ตัน ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าเกิดการทุจริตในโครงการแทรกแซงราคาหอมแดงนี้หรือไม่ โดยได้มอบให้ คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ทำให้การอนุมัตงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงล่าช้า ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากในครั้งนี้
ชาวสวนเงาะตราดเดือดปิดถนนเหตุไม่ได้ประกันราคาเงาะกก.ละ 10 บาท
ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ถึงเวลา 15.45 น. วันที่ 18 พ.ค. เกษตรชาวสวนเงาะจำนวนกว่า 150 คน พากันนำเงาะและรถยนต์มาปิดขวางกั้นทางจราจร ทั้งขาเข้าและขาออกที่บริเวณประตูเมืองตราด หลักกม.ที่ 22-23 ด่านท่าจอดต.แสนตุ้ง อ.เขาสมิง เชิงสะพานข้ามแม่น้ำเวฬุ เขตรอยต่อกับต.บ่อ อ.ขลุงจ.จันทบุรี
ต่อมานายวิรัติ รัตนวิจิตร ปลัดจ.ตราด พร้อมพล.ต.ต.กำพล ทับทิมไทย ผบก.ภ.จ.ตราด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการลงไปเจรจา โดยตกลงให้ประกันราคาเงาะที่กก.ละ 10 บาทเป็นเวลา 3 วัน แต่ชาวสวนเงาะไม่ยอมต้องการให้ประกันราคาตลอดไป ในที่สุดจังหวัดต้องยอมตามข้อตกลงแต่ชาวสวนเงาะไม่ยอมและต้องการให้นางสาวเบญจวรรณ อ่านเปรื่อง ผวจ.ตราดลงมาเจรจาด้วยตนเอง แต่นางสาวเบญจวรรณ ติดราชการอยู่รอจนเวลา 14 นาฬิกาเศษ จึงมาพบตัวแทนเกษตรกรชาวสวนเงาะ
หลังการเจรจาในห้องรับรองที่ประตูเมืองตราดไม่เป็นผล เนื่องจากนส.เบญจวรรณ ไม่ยินยอมให้ทำการประกันราคาเงาะที่กก.ละ 10 บาท เพราะผิดระเบียบทางราชการ ที่อนุมัติให้แค่เงินช่วยเหลือเกษตรกรจากงบประมาณที่ได้มาจำนวน 40 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งชาวสวนเงาะไม่พอใจ ต่างพากันนำเงาะและรถยนต์มาปิดเส้นทางจราจรเพิ่มขึ้น ในช่องทางขาเข้าตัวเมืองตราดด้วย ทำให้เกิดการจราจรติดขัด รถยนต์ไม่สามารถเข้าและออกตัวเมืองตราดได้ ต้องย้ายไปใช้เส้นทางเลี่ยงเมืองผ่านตลาดสดเทศบาลต.แสนตุ้งไปเข้าเขตจ.จันทบุรีที่ต.ประณีต อ.เขาสมิง ผ่านเข้าบ้านวังสรรพรส เขตต.บ่ออ.ขลุงจ.จันทบุรี
ขณะรายงานข่าวสถานการณ์กำลังตึงเครียด โดยชาวสวนไม่ยินยอมหากไม่ประกันราคาให้ในราคากก.ละ 10 บาทและขณะนี้เวลา 16 นาฬิกเศษ ชาวสวนพากันนำรถยนต์และเงาะไปเทปิดเส้นทางบนสะพานท่าจอด ทำให้รถยนต์ไม่สามารถแล่นผ่านไปมาได้ ต้องไปใช้เส้นทางวังสรรพรส-ประณีตแทน และขณะกำลังรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมระดมพลเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และอาจมีการสลายการชุมนุมปิดถนน ความคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป
ต่อมาเวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมระดมพลเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และอาจมีการสลายการชุมนุมปิดถนน แต่ขณะเดียวกันแกนนำกลุ่มเกษตรกรชาวสวนได้ยื่นข้อเสนอกับผวจ.ตราดและคณะกรรมการว่า ในเมื่อไม่สามารถประกันราคาเงาะให้กับชาวสวนได้ที่กก.ละ 10 บาท ชาวสวนจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากจังหวัดกับงบประมาณช่วยเหลือทั้ง 40 ล้านบาท ที่จะช่วยแก้ปัญหาราคาด้วยการให้เงินพ่อค้าในการรับซื้อผลผลิตเพิ่มขึ้นกก.ละ 2.50บาท เพราะเห็นว่าเงินดังกล่าวแค่ช่วยพ่อค้าในการรับซ้อผลผลิตและเปิดโอกาสให้มีการทุจริตในงบประมาณดังกล่าว
ดังนั้นจึงขอให้ผวจ.ตราดนำเงินงบประมาณทั้ง 40 ล้านบาท ส่งคืนคลังให้หมดและจะทำการตรวจสอบการคืนเงินให้แผ่นดินต่อไป หากพบว่าจังหวัดไม่ส่งเงินคืนคลังจะมารวมตัวกันเพื่อปิดถนนใหม่ ส่วนเกษตรกรชาวสวนยอมขายเงาะในราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อไป เพื่อช่วยกันรักษางบประมาณของแผ่นดิน
ขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรกรชาวสวนเงาะขอให้สื่อมวลชนช่วยเป็นสักขีพยานในข้อตกลงดังกล่าวและติดตามการส่งเงินคืนคลังของจังหวัดตตราดต่อไปด้วย โดยเกษตรกรยอมสลายตัวไปในเวลา 17.40 น.ที่ผ่านมารวมเวลาปิดถนนกว่า 6 ชม.
ผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ส่งกุ้งเน่าฝากนายกฯ-รมว.พาณิชย์สุดทดอืดแก้ปัญหา
นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ และตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ได้เดินทางมาที่ ศาลากลางจังหวัดสงขลา อ. เมือง จ.สงขลา พร้อมนำกุ้งที่กำลังจะเน่า ฝากส่งไปให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการการทรวงพานิชย์ ในขณะเดียวกันก็ได้นำกุ้งใส่กล่องโฟม มอบให้กับนายกฤษฎา บุญราช ผวจ.สงขลา โดยเขียนข้างกล่องว่า มอบให้ผู้ว่าฯสงขลา ขวัญใจชาวนากุ้ง เนื่องจากที่ผ่านมาได้พยายามประสานงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเต็มที่
นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ภาคใต้ กล่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ได้ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล กรณีที่ไม่สนใจ ต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง แม้จะพยายามยื่นเรื่องแก้ปัญหา จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วงที่บริเวณเชิงสะพานติณสูลานนท์เมื่อ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผลคือรัฐบาลรับข้อเสนอ พร้อมจะดำเนินการหามาตรการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร โดยให้ คชก.ดำเนินการหาแนวทางซื้อกุ้ง ได้ข้อสรุปแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ยังไม่สามารถดำเนินการให้ลุล่วงตามที่ได้รับปากไว้
ทางเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยภาคใต้ ขอประณามรัฐบาลในการกระทำที่ไม่สนใจต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร ขอเรียกร้องให้กรมประมง กรมการค้าภายใน และคชก. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร้จภายในวันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555 หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางเครือข่ายฯก็จะยกระดับการเรียกร้อง โดยจะนำกุ้งเน่าเสียไปเทที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและหน้าบ้านนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและต่อสู้จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข
นายครรชิต ได้มอบแถลงการณ์ให้นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยผู้ว่าฯสงขลา ได้แจ้งให้เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ทราบว่า ได้ประสานทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรี แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีฝากมาถึงเกษตรกรว่าไม่ต้องมาประท้วงที่กรุงเทพฯ เพราะได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุม คชก.ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาในเรื่องราคากุ้งให้เป็นการเร่งด่วนแล้ว
แม่โจ้โพลล์เผยเกษตรกรลิ้นจี่กว่า75.70%วอนรัฐช่วยเหลือหาตลาดให้
ดร.วราภรณ์ งามสมสุข รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย แม่โจ้ เปิดเผยว่า จากปัญหาผลผลิตลิ้นจี่ล้นตลาดจนราคาลดลงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกในภาคเหนือได้รับความเดือดร้อน ศูนย์วิจัย เศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร หรือ แม่โจ้โพลล์ ได้สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ จำนวน 254 ราย แบ่งเป็น ชาย 64.90%และหญิง 35.10% ในหัวข้อเรื่อง “ทิศทางการผลิตและการตลาดลิ้นจี่” ระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึง 10 พฤษภาคม 2555 ที่ ผ่านมา
ทั้งนี้ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวปัญหาในการปลูกลิ้นจี่ เกษตรกรประสบปัญหาด้านการปลูกลิ้นจี่ อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.57) แบ่งเป็น ปัญหาด้านการผลิต เกษตรกรประสบปัญหา ต้นทุนการผลิตสูงมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 2.68 รองลงมาคือ สภาพอากาศแปร ปรวนทำให้ไม่ได้ปริมาณผลผลิตตามที่คาดไว้ ค่าเฉลี่ย 2.65 โรคและแมลงที่เกิดขึ้นใหม่ยากต่อการดูแล ค่าเฉลี่ย 2.51 และ ขาดแคลน แรงงาน ค่าเฉลี่ย 2.35
ส่วนปัญหาด้านการตลาดเกษตรกรประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและไม่แน่นอน ค่าเฉลี่ย 2.67 รองลงมา คือ พ่อค้าคน กลางกดราคา ค่าเฉลี่ย 2.60 และ ตลาดรองรับผลผลิตมีน้อย ค่าเฉลี่ย 2.59 เมื่อสอบถามเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ พบว่า ต้องการให้ทาง ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในการหาตลาดรองรับมากที่สุด 75.50% รองลงมา ต้องการให้มีการประกันราคาผลผลิต 69.80% และต้องการ ให้มีแหล่งเงินกู้เพื่อเป็นทุนในการซื้อปัจจัยการผลิต 24.10%
ดร.วราภรณ์ กล่าวว่า เมื่อสอบถามถึงการคาดการณ์ราคาลิ้นจี่ ในปีนี้เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ ร้อยละ 44.50 ให้ความเห็นว่า ราคาน่าจะเท่ากับปีที่ผ่านมา ร้อยละ 43.30 ให้ความเห็นว่า ราคาน่าจะต่ำกว่า และ มีเพียง ร้อยละ 12.20 ที่เห็นว่า ราคาน่าจะแพงขึ้น เมื่อถามถึงการคาดการณ์ราคาลิ้นจี่ต่อกิโลกรัมในปีนี้ เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ ให้ความเห็นว่า ราคาเบอร์ 1 น่าจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 43 บาท
ส่วนราคาเบอร์ 2 อยู่ที่ กิโลกรัมละ 33 บาท ราคาเบอร์ดำ อยู่ที่ กิโลกรัมละ 21 บาท และราคาเบอร์ร่วง อยู่ที่ กิโลกรัมละ 11 บาท เมื่อถามถึงพื้นที่ปลูกในปีต่อๆไป เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ 79.20% บอกจะปลูกเท่าเดิม 15.90% จะลดพื้นที่การปลูกลง โดยจะ เปลี่ยนไปปลูกมะพร้าวหรือลำไยแทน มีเพียง 3.30% ที่จะปลูกเพิ่ม และ 1.60% จะเลิกปลูก
สำหรับผลผลิตลิ้นจี่ปัจจุบันนิยมปลูกกันมากในพื้นที่ภาคเหนือ แบ่งเป็นพันธุ์ฮงฮวย 47.80% พันธุ์ค่อม 46.90% พันธุ์ จักรพรรดิ 5.30% ส่วนปริมาณที่ปลูกเฉลี่ยอยู่ที่ 137 ต้นต่อเกษตรกร 1 ราย
เอกชน3สมาคมฯยกทีมบุกย่างกุ้งพบปะนักธุรกิจพม่าหวังเจาะตลาดสปา-นวดไทย
นายสุพจน์ กลิ่นปราณีต นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 - 17 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา คณะกรมส่งเสริมการส่งออกได้นำผู้ประกอบการจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.แม่ฮ่องสอน สมาคมไทยล้านนาสปา และสมาคมส่งเสริม ธุรกิจสุขภาพเชียงใหม่ เดินทางไปเมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า เพื่อพบปะเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับภาคเอกชนของพม่า รวมทั้งนำเอาธุรกิจสปาของจ.เชียงใหม่และภาคเหนือไปเปิดตัวในพม่าด้วย
ส่วนผลการพบปะและเจรจากับภาคเอกชนพม่าครั้งนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จมาก โดยเฉพาะการนำเอาธุรกิจสปาและสินค้าที่ เกี่ยวข้องไปเปิดตัวได้รับความสนใจจากนักธุรกิจพม่าค่อนข้างมาก เพราะธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวในพม่ากำลังขยายตัวจากการที่ รัฐบาลพม่าดำเนินนโยบายเปิดประเทศเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า จึงมีชาวต่างชาติหลั่ง ไหลเข้าไปลงทุนในพม่าเพิ่มมากขึ้น



