
เด็กเกิดใหม่ผิวขาวกลายเป็นชนส่วนน้อย
วอชิงตัน-สถิติประชากรสหรัฐฯล่าสุด ชี้เด็กเกิดใหม่ผิวขาว ไม่ใช่ประชากรข้างมากอีกต่อไป ลูกชนกลุ่มน้อยหลากเชื้อชาติแซงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ
สถิติประชากรล่าสุดที่สำนักสำมะโนประชากรสหรัฐฯเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสที่ 17 พ.ค. ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เด็กเกิดใหม่ในสหรัฐฯในช่วง 12 เดือนถึงกรกฎาคม 2554 ร้อยละ 50.4 เป็นเด็กที่เกิดจากชนกลุ่มน้อยจากกลุ่มพูดภาษาสเปนหรือ ฮิสแปนิค ผิวสี เอเชียหรือเชื้อชาติผสมอื่นๆ ทำให้ลูกหลานชนกลุ่มน้อยกลายเป็นส่วนใหญ่ของประชากรเด็กเกิดใหม่ แทนเด็กผิวขาวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
โครงสร้างประชากรใหม่เป็นเรื่องที่คาดหมายกันมานาน เพียงแต่ยังไม่มีใครมั่นใจว่าจุดนี้จะมาถึงเมื่อใดเท่านั้น และถือเป็นหลักไมล์สำคัญสำหรับประเทศที่ชนผิวขาวยุโรปเป็นผู้วางรากฐานตั้งรัฐบาล ผ่านการต่อสู้ขัดแย้งอย่างหนักในประเด็นเชื้อชาติ นับจากยุคทาสแอฟริกัน สงครามกลางเมือง สงครามสิทธิพลเรือนอันขมขื่น และล่าสุด การโต้เถียงดุเดือดเกี่ยวกับความพยายามจำกัดผู้อพยพ
ในภาพรวม ชาวอเมริกันผิวขาวจะยังคงเป็นประชากรส่วนใหญ่ไปอีกระยะหนึ่ง แต่คนรุ่นหลังที่เกิดในหมู่ชนกลุ่มน้อยที่กำลังจะกลายเป็นชนส่วนใหญ่จะมีนัยต่อเศรษฐกิจ การเมืองและอัตลักษณ์ของประเทศอย่างกว้างไกล
นายวิลเลียม เอช เฟรย์ นักประชากรศาสตร์ สถาบันบรูกกิงส์ กล่าวว่า สัญญาณที่บ่งว่าประเทศกำลังวิวัฒนาการมาทางนี้ เห็นได้ชัดตั้งแต่ทำเนียบขาว มีเคาน์ตี้ถึง 348 แห่งที่ชนผิวขาวกลายเป็นส่วนน้อย และมี 4 รัฐกับดิสทริค ออฟ โคลัมเบีย ที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่ผิวขาวอีกต่อไป เช่นเดียวกับในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค ลาสเวกัส และเมมฟิส
แม้เด็กผิวขาวที่ไม่ได้พูดภาษาสเปน ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดของเด็กเกิดใหม่ทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกันที่ร้อยละ 49.6 ( เป็นฮิสแปนิคร้อยละ 26 ผิวสีร้อยละ 15 และเอเชียร้อยละ 4) และชนผิวขาวคิดเป็นร้อยละ 63.4 ของประชากรทั้งหมด แต่พวกเขาอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นจุดเปลี่ยนด้านโครงสร้างประชากรอเมริกัน ทั้งนี้ อายุเฉลี่ยของชนผิวขาวที่ไมได้พูดสเปนอยู่ที่ 42 ปี ซึ่งพ้นวัยของการตั้งครรภ์แล้ว ขณะที่ผู้อพยพที่พูดสเปนส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว
โครงสร้างประชากรรุ่นหลังที่กลับหัวกลับหาง อาจก่อความแตกแยกในภาพรวมกับประชากรวัยผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากเป็นชนผิวขาวและโตมาในโลกของอเมริกันผิวขาว นายมาร์เซโล ซัวเรส โอรอสโซ ผู้อำนวยการรวมสำนักผู้อพยพศึกษา มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค กล่าวว่า เรื่องนี้อาจจุดคำถามด้านนโยบายสำคัญๆ เช่น คนอเมริกันจะเต็มใจจ่ายอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กที่แตกต่างจากตนเองหรือไม่
........................
(หมายเหตุ ภาพจาก sanook.com)



