ข่าว

อยากเห็นเด็กไทยเอาอย่าง'เกวลิน'!

อยากเห็นเด็กไทยเอาอย่าง'เกวลิน'!

18 พ.ค. 2555

ผมฝันเห็นเด็กไทย“เลิกฟ้องครูอังคณา”หันมาเอาอย่าง “เกวลิน” ! : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected] /twitter@DoctorAmorn

              ขอทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนว่าบทความนี้มิใช่บทความ “โปรโมทคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพราะบางท่านอาจเข้าใจว่าในฐานะผมเป็นทั้งศิษย์เก่า เป็นทั้งอาจารย์สอนคณะนี้คงเป็น “ปลื้ม” ที่ได้สมาชิกใหม่สร้างชื่อเสียงให้แก่คณะที่ตนเองสังกัดอยู่
 
               ที่หนึ่งของประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ “คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ” จำได้ว่าในรุ่นผม “ชัยยะ ตริถวัลย์เลิศ” เพื่อนในรุ่นเดียวกันก็สอบได้ที่หนึ่งของประเทศในเวลานั้นเช่นกัน หรือเราเคยมีนักเรียนที่สอบเข้าได้ที่หนึ่งของคณะ อย่าง “นายรัตน์ ปทุมวัฒน์” และได้ทุนเล่าเรียนหลวงในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันและน่ายินดีที่ “คนเก่ง” จำนวนมากเห็นคุณค่าหรือให้ความสำคัญของการศึกษาด้านสังคมการเมืองการปกครอง แต่การที่ นิสิตของผมได้ที่หนึ่งในปีนี้มีเรื่องให้ต้องฉุกคิดหลายอย่างซึ่งผมมองในทางบวกว่าน่าจะเป็น “แรงเสริม (reinforcement)” ให้แก่การเรียนการสอนในคณะและกับการเรียนรู้การเมืองหลายอย่างด้วยกัน
 
               ผมเองไม่ใคร่จะใส่ใจนักว่า คนที่เข้ามาเรียนในคณะรัฐศาสตร์ จะมีพื้นหลังประวัติความเป็นมาอย่างไร เพราะความเป็น “ครูอาจารย์ (จริงๆ)” ในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในสายที่สอนทางด้านรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ “ความเป็นตัวของตัวเองสูง จะว่า ego สูง ก็ไม่ผิดนัก” ไม่ค่อยชอบยุ่งกับใคร หรือให้ “ใครมายุ่งกับกิจธุระของตัวเอง” เรียกว่าแม้จะสอนกันทางสังคมศาสตร์ น่าจะมี “โซเชียลหรือการใช้ชีวิตปะปนกับผู้คนได้ช่ำชอง” แต่ประสบการณ์ของผมพบว่าผู้คนที่ผมรู้จักหลายคนในหลายสถาบันมีอุปนิสัยส่วนตัวเยี่ยงนี้จริงๆ
 
               ท่านผู้อ่านอาจกำลังสงสัยว่าผมมีเจตนาประการใดถึงยกเรื่องราวอะไรต่ออะไรมากล่าวมากมายและเกี่ยวข้องอย่างไรถึงการที่เด็กคนหนึ่งสอบได้ที่หนึ่งทางด้านรัฐศาสตร์ กรณี “นางสาว เกวลิน รัตนโสภิณสวัสดิ์” ตามประวัติเด็กคนนี้เรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของ จุฬาฯ มาก่อนแล้วหนึ่งปีก่อนสอบใหม่ในคณะรัฐศาสตร์ ผมยังไม่มีโอกาสพบกับนิสิตโดยตรงจึงไม่อยากคาดเดาเจตจำนงของ “เกวลิน” ถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตครั้งหนึ่งเช่นนี้ว่าจะมี เหตุผลเพราะเรามีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เป็นแรงบันดาลใจ หรือเพราะเคยเรียนวิชากับอาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์เมื่อช่วงปีหนึ่งในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้วเกิดความประทับใจ ประการใดแน่
 
               แต่ในฐานะผู้สอนเรามีความยินดีต้อนรับนิสิตทุกคน และเห็นควร “ต้องตีเหล็กเมื่อร้อน” ผมเองไม่เห็นด้วยมานานแล้วที่ “เด็กเก่งๆ ของสังคมเรา” เชื่อกันแบบปากต่อปากไปมุ่งศึกษาวิชาความรู้ที่คิดกันเพียง เรียนจบ มีงานทำ การเลือกวิชาชีพ “แพทย์ วิศวกร” ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สังคมโลกวันนี้ขับเคลื่อนกันด้วย “วิสัยทัศน์ การตัดสินใจของผู้นำที่มีความสำคัญมาก” ซึ่งคนที่จะก้าวมาเป็นผู้นำของสังคม ไม่ใช่ใครก็เป็นได้ แต่หากเรามีคนเก่งคนมีความรู้ความสามารถที่แท้จริงเข้ามากำหนดนโยบาย ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ได้อย่างไม่ผิดพลาดก็ย่อมส่งผลเป็น “คุณอย่างมหันต์” ต่อสังคมส่วนรวมแน่นอน
 
               วันนี้ผมอยากเห็น “ครูอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยของทุกสถาบัน พากันตื่นตัว เมื่อมีเด็กเก่งๆ เข้ามาหาเรา เราก็ต้องทำตัวให้เก่งกว่าเด็ก เป็นตัวอย่างให้เด็กได้เห็น “คนดีจริง เก่งจริง” นั้นเป็นอย่างไร ต้องค้นคว้าศึกษาวิจัย ไม่สอนตามตำราแบบไล่บรรทัด ไม่ค่อยคิดนอกกรอบ หรือเห็นงานสอนการให้คำปรึกษาเด็กในปกครองดูแลเป็นงานรอง งานส่วนตัวเป็นเรื่องใหญ่” กันอีกต่อไป เด็กไทยเองน่าจะหันมาทำอะไรใหม่ๆ แทนการยอมควักกระเป๋า (เงินใครไม่รู้แน่ชัด) แต่กล้าจ่ายเงินดูคอนเสิร์ตด้วยตั๋วราคาสี่ห้าพันบาท (สำหรับตั๋วยืน) กับคอนเสิร์ตราวสองสามชั่วโมงของนักร้องต่างชาติต่างภาษา หรือช่วยกันโพสต์เฟซบุ๊กหรือจับเอาประโยคใหม่ๆ เช่น “อย่างนี้ต้องเอาอย่าง เกวลิน” ไม่ต้อง  “ฟ้องครูอังคณา" น่าจะชื่นใจและพอจะมองเห็นอนาคตอันสดใสของประเทศนี้ได้ดีกว่าเป็นแน่แท้