ข่าว

ตายแห้งทั้งแผ่นดิน

ตายแห้งทั้งแผ่นดิน

18 พ.ค. 2555

ตายแห้งทั้งแผ่นดิน: วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งที่พรรคการเมืองเมื่อเป็นฝ่ายค้านมักจะแสดงตนว่ายืนอยู่ข้างประชาชนและพูดจาเป็นเสียงเดียวกับประชาชน แต่เมื่อใดก็ตามที่พรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล ก็เริ่มจะมองเห็นประชาชนอยู่คนละข้างกับตน และพูดจาไปคนละทิศละทางกับประชาชน
 
              ดังนั้น เราจึงได้ยินได้ฟังคำพูดแปร่งหู อย่าง “ประชาชนคิดเองเออเองว่าของแพง” หรือ “ที่คิดว่าของแพงก็เพราะเงินในกระเป๋าของประชาชนมีน้อย” จากคนของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลปัจจุบัน รวมถึงวิธีการประหลาดๆ ด้วยการจัดขบวนคาราวาน “ถูกทั้งแผ่นดิน” เพื่อจำหน่ายสินค้าราคาถูกแก่ประชาชน ซึ่งนับเป็นความคิดที่ฟั่นเฟือนอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลตีโจทย์ไม่แตกทั้งในตัวปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา และแสดงอาการรวนๆ แบบเด็กเกเร
 
              ถ้ารัฐบาลมองด้วยใจที่นิ่งพอ ก็จะตระหนักว่า ภาวะสินค้ามีราคาแพงขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ประชาชนที่เดินจ่ายตลาดทุกวันนึกฝันเอาเอง โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งวัตถุดิบ พลังงาน ค่าจ้างแรงงานการขนส่ง และอื่นๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ผลิตจะขายสินค้าในราคาเดิม ขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไปก็มีรายรับที่คงที่ ดังนั้นเมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องหาวิธีการแก้ไขที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
 
              แต่ที่เป็นอยู่ในเวลานี้นั้น รัฐบาลดูเหมือนจะมองว่าเรื่องของแพงเป็นปัญหาทางการเมืองที่ถูกออกแบบมาโดยพรรคฝ่ายค้าน เพื่อสร้างความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล จึงมุ่ง “แก้เกม” มากกว่า “แก้ไข” เริ่มตั้งแต่วลีที่ว่า “แพงทั้งแผ่นดิน”
 
              ซึ่งตามจริงแล้ว ก็เป็นการล้อคำว่า “แดงทั้งแผ่นดิน” ที่ นปช.พูดกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น จึงเกิดโครงการ “ถูกทั้งแผ่นดิน” ขึ้น เพื่อนำสินค้าราคาถูกไปจำหน่ายแก่ประชาชน ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่ารัฐบาลไม่มีทางที่จะยกขบวนไปขายสินค้าราคาถูกได้ทุกวันทุกเวลาและทุกท้องที่ ท้ายที่สุดแล้วประชาชนก็ยังคงต้องก้มหน้าก้มตาซื้อสินค้าราคาแพงจากตลาดหรือร้านค้าต่อไปเช่นเดิม
 
              ถ้ารัฐบาลคิดที่จะ “แก้ไข” ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ “แก้เกม” ของฝ่ายค้าน รัฐบาลก็เพียงแต่ยอมรับความจริงในเรื่องของแพง และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งง่ายดายกว่าและดีกว่าการมาปฏิเสธโดยขัดต่อความเป็นจริงอย่างเห็นๆ ทั้งยังทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจปัญหา และเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น รวมทั้งรู้สึกว่ารัฐบาลยืนอยู่ข้างเดียวกับประชาชน ไม่ใช่ผลักไสหรือขับไล่ประชาชนให้ไปอยู่กับฝ่ายค้าน เช่นที่รัฐบาลทำอยู่ด้วยคำพูดและการกระทำในเวลานี้
 
              ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมการพูดความจริงและยอมรับในความจริงจึงเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจของนักการเมือง หรือว่าเป็นเพราะนักการเมืองเคยชินกับการพูดเรื่องที่ไม่จริงมาตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้ง การอภิปรายในสภา หรือการพูดจาในเวลาที่มีตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งกลายเป็นปกตินิสัยไปแล้ว?
 
              อย่างไรก็ตาม นักการเมืองนั้นเปรียบเสมือนปลา และประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ ปลาจะอยู่ได้ก็ด้วยน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าวันใดน้ำแห้งขอดลง ต่อให้เป็นปลาตัวใหญ่โตมโหฬารขนาดปลาวาฬก็คงจะเกยตื้นแห้งตายได้ง่ายๆ
 
              และเมื่อถึงเวลานั้น ก็คงไม่ต้องเถียงเรื่อง “แพงทั้งแผ่นดิน” อีกแล้วล่ะครับ แต่คงต้องเตรียมตัว “ตายแห้งทั้งแผ่นดิน” ได้เลย