
รำลึก20ปีพฤษภาทมิฬคนดังร่วมงานพรึบ
รำลึก "20 ปี พฤษภาทมิฬ" คึกคักคนดังร่วมงานพรึบ "จำลอง" ไม่ยอมนั่งข้าง "จตุพร" กรรมการญาติฯวีรชน เข้าเคลียร์บอกงานนี้ไม่มีสี แต่ไม่สำเร็จ
วันที่ 17 พ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้จัดงาน "รำลึกปีที่ 20 เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม" ที่สวนสันติพร ด้านหลังสำนักงานกองสลาก ถนนราชดำเนิน โดยในงานมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนที่เสียชีวิตและสูญหายกว่า 100 รายในเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่าง 17-18 พฤษภาคม 2535
โดยบรรยากาศตั้งแต่เช้ามีการจัดพิธีทำบุญ และมีตัวแทนจากองค์กรต่างๆบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมวางพวงมาลา สดุดีวีรชน อย่างต่อเนื่อง อาทิ นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี ม.มหิดล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกสทช. ขณะที่ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลได้มี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช.ได้นำพวงมาลามาวางไว้สดุดีด้วย ซึ่งนายจตุพร ได้เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้แถวหน้าติดกับ พล.ต.จำลอง เมื่อ พล.ต.จำลอง หันมาเห็นนายจตุพร จึงได้เดินออกลุกหนีทันทีและย้ายมานั่งด้านหลังแทน โดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน ได้เข้ามาเชิญ พล.ต.จำลอง ไปนั่งแถวหน้าเพื่อร่วมทำบุญและถวายอาหารเพลแก่พระสงฆ์ โดยกล่าวว่า งานนี้ไม่มีสีเสื้อใดๆทุกคนต้องการจัดงานเพื่อวีรชน ซึ่งพล.ต.จำลอง ได้ปฏิเสธและยืนยันที่จะนั่งแถวหลังต่อไป เพราะไม่ต้องการให้ภาพสื่อออกมาว่า แกนนำเสื้อเหลืองและแกนนำเสื้อแดง ปรองดองกันแล้วจากภาพนั่งทำบุญด้วยกันจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้
ต่อมาพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ในฐานะอดีตผู้นำการเคลื่อนไหวเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี พ.ศ2535 เข้าร่วมงาน กล่าวถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ผ่านมาว่า เป็นบทเรียนสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งและวิกฤติของชาติ ที่ไม่สามารถหาทางออกได้ด้วยวิธีการในรัฐสภา โดยเฉพาะภาคประชาชนเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยให้เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆซึ่งประเทศต่างๆต่างก็ผ่านการเปลี่ยนผ่านความเจ็บปวดและการสูญเสียมาเช่นกัน
"ขณะนี้ผมเห็นกลไกต่างๆที่มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนกลับแย่ลงกว่าเดิมประชาชนทุกข์ร้อนกับปัญหาข้าวของแพงแต่คณะผู้บริหารประเทศ ยังมัวทะเลาะกันอยู่กับเรื่องปรองดองและมุ่งมั่นเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขอเรียกร้องให้ภาคประชาชนต้องออกมาช่วยกันการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะกลไกแบบเดิมใช้ไม่ได้ผล ผู้ที่มีเงินจำนวนมาก ก็ใช้เงินซื้อเสียง แย่งชิงเข้ามาอยู่ในวงจรของอำนาจเพื่อทำได้ทุกอย่างกับประเทศนี้" พล.ต.จำลอง กล่าวและว่า ในเรื่องการปรองดองนั้น ต้องถามว่า เป็นการปรองดองระหว่างผู้ใดกับคนถูกกฎหมายหรือกับคนผิดกฎหมายต้องให้คนทำผิดติดคุกอยู่เป็นล้านออกมาจากคุกให้หมดจึงเรียกว่า นิรโทษกรรมใช้หรือไม่ ขอยืนยันว่า ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทะเลาะกับบุคคลใด เพื่อแสดงความจุดยืนเพื่อความถูกต้อง จึงจอตั้งคำถามว่า การปรองดอง หมายถึง ปล่อยผู้กระทำผิดที่ถูกดำเนินคดีและไม่ต้องขึ้นสู่กระบวนการศาลใช่หรือไม่
"ตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬยังคงเป็นบทเรียนให้จดจำถึงการสูญเสีย เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย แต่เมื่อบ้านเมืองไม่มีความเป็นธรรมจึงทำให้ประชาชนต้องออกมาเรียกร้อง ส่งผลให้เป็นวิกฤติที่แก้โดยระบบรัฐสภาไม่สำเร็จ ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะร่วมกันปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ โดยเริ่มจากภาคประชาชนเป็นหลัก ขณะที่การเรียกร้องหาความเป็นปรองดองนั้น รัฐบาลต้องเข้าใจความหมายของการปรองดองอย่างแท้จริงเสียก่อน"พล.ต.จำลอง กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมการญาติวีรชน จะประกาศให้ถนนราชดำเนินเป็นเขตปลอดอาวุธนั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ตนเห็นว่า ไม่เพียงถนนราชดำเนินที่ต้องเป็นถนนปลอดอาวุธ แต่ควรกระทำในถนนทุกแห่ง หากการเป็นเคลื่อนไหวของประชาชน ที่ชุมนุมตามกฎหมายต้องปราศจากอาวุธทุกสถานที่
นอกจากนี้ พล.ต.จำลอง ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดสร้างอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 บริเวณสวนสันติพร อยากเรียกร้องให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจัดสร้างตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะขณะนี้เกิดความล่าช้าไปมากแล้ว ทั้งที่ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ส่วนผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ญาติยังมีการเรียกร้องให้ตามหานั้น ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว แต่เห็นว่า สิ่งที่ควรเดินหน้าต่อไป คือ การจัดงานรำลึก เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก
ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ กล่าวว่า การจัดงานรำลึก แม้เหตุการณ์ครั้งนี้ จะผ่านมา 20 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการจัดงานต่อไป เพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องการใช้อารมณ์ แต่เป็นการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งถ้าคนไทยไม่เรียนรู้และยังอยู่กับประชาธิปไตยแบบเดิม อาจเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งที่ 5 เพราะคนไทย ยังไม่ยอมโทษตัวเองว่าทำไม การพัฒนาประชาธิปไตยของไทย จึงไปไม่ถึงไหน มีแต่ย่ำแย่ลง เพราะมัวแต่โทษ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นักการเมือง ทหาร และชาวบ้านที่รับเงินซื้อเสียง ดังนั้น คนไทยควรหันมาโทษตัวเอง และมีส่วนร่วมกับการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะไม่ใช้อารมณ์เหมือนเช่นที่ผ่านมา



