ข่าว

'ของแพง'...

'ของแพง'...

17 พ.ค. 2555

'ของแพง'...กระจกเงา โดย อัศศิริ ธรรมโชติ [email protected]

             “ปัญหาที่ทุกรัฐบาลในขณะนี้จะต้องเผชิญ ก็คือปัญหาของแพงจนเกินไป...
 
              ปัญหาของแพงนี้แก้ยาก รัฐบาลจะทำไปแต่คนเดียวเป็นไม่มีวันสำเร็จ ต้องอาศัยประชาชน”

              ที่ยกมานี้เป็นข้อเขียนของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนถึงเรื่องของแพงในกรุงเทพฯ เอาไว้เมื่อกว่า 60 ปีมาแล้ว ที่น่าสนใจก็คือข้อสังเกตของท่านที่เห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สินค้าข้าวของต่างๆ มีราคาแพงขึ้นนั้น
 
              เป็นเพราะผู้คนพากันใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเกินตัว
 
              ข้อสังเกตของอาจารย์คึกฤทธิ์ในขณะนั้น อยู่ในสมัยของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่ท่านกล่าวว่า กรุงเทพฯ ดูคึกคักขึ้น ทั้งจำนวนรถและจำนวนคน ร้านขายสินค้าและอาหารสำเร็จรูป ตลอดจนการมหรสพทั้งหลายก็เฟื่องฟูขึ้น เช่น โรงหนัง โรงละครก็มีคนดูกันแน่นทุกรอบทุกโรงไป ดูเผินๆ แล้วบ้านเมืองน่าจะสุขสมบูรณ์ดี แต่ความจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
 
              เพราะทุกคนยากจนลงและพากันบ่นว่าของแพง และค่าครองชีพสูง
 
              เมื่อคนทุกคนรู้สึกว่า ตนยากจนลง แต่เหตุใดคนจึงได้เที่ยวเตร่ใช้จ่ายกันเป็นที่รื่นเริงนั้น อาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ก็เป็นเพราะว่าผู้คนในสังคมยุคนั้นกำลังขาดความเชื่อมั่นในอนาคตของตน
 
              การขาดความเชื่อมั่นโดยที่ไม่รู้ว่า บ้านเมืองหรือโลกในอนาคตจะผันผวนเป็นไปอย่างไร เป็นเหตุให้ทุกคนย่อมมุ่งหน้าหาความสุขสนุกสบายในปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้า เมื่อมีเงินมีรายได้ก็ใช้จ่ายไปวันๆ ความฟุ่มเฟือยต่างๆ ที่เห็นกันอยู่จึงได้บังเกิดขึ้น และทำให้เป็นปัญหา เพราะสินค้าข้าวของก็จะต้องแพงขึ้นเรื่อยไป และค่าครองชีพก็มีแต่จะสูงขึ้น
 
              อาจารย์คึกฤทธิ์ยกตัวอย่างว่า คนยุคก่อนนั้นเชื่อว่า ถ้าเก็บเงินไว้หนึ่งบาท เมื่อถึงคราวนำเงินออกมาใช้ก็จะต้องซื้อของได้ในราคาหนึ่งบาทจริง ไม่ว่าจะเก็บเงินนั้นไว้นานเท่าใด ความเชื่อเช่นนี้ตรงกันข้ามกับคนยุคปัจจุบัน คือคิดว่า ถ้าเก็บเงินไว้หนึ่งบาท ถึงเวลาข้างหน้าเงินนั้นอาจซื้อของได้ไม่ถึงหนึ่งบาทจริง และอาจซื้อของได้ราคาเพียง 5 สตางค์เท่านั้น
 
              คนยุคก่อนจึงมีความเชื่อมั่นในอนาคตของตนมากกว่าคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องเงินๆ ทองๆ นี้ คนแต่ก่อนพยายามที่จะสะสมรายได้ไว้ให้มาก มิได้ใช้ให้หมดไป จึงสามารถคิดสร้างหลักฐานวางแผนการชีวิตเบื้องหน้าของตนได้ ซึ่งต่างจากคนยุคปัจจุบันที่ขาดความมั่นใจทั้งในสถานการณ์ของโลกและประเทศชาติบ้านเมือง
 
              อ่านแล้วจะเห็นว่าก็ไม่น่าจะต่างไปจากสถานการณ์ในทุกวันนี้เท่าไหร่นัก
 
              อาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวว่า ความฟุ่มเฟือยสนุกสบายในปัจจุบันนี้ จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในอนาคตขึ้นมาจริง เพราะของจะต้องยิ่งแพงขึ้น และคนยิ่งยากจนลง จนกระทั่งถึงวันหนึ่งก็จะถึงขั้นล้มละลายทั้งในด้านการเงินและจิตใจของผู้คน
 
              ทางแก้ก่อนที่จะสายเกินไป อาจารย์คึกฤทธิ์เห็นว่ามีอยู่ทางเดียวเท่านั้น ก็คือต้องพยายามหาหนทางให้คนประหยัดการใช้จ่ายลง เพราะเมืองไทยและคนไทยเอาแต่ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยมานานแล้ว ความลำบากก็จะต้องมาถึงในวันหนึ่ง ซึ่งก็คือปัญหาของแพง ค่าครองชีพสูงที่ทุกรัฐบาลจะต้องเผชิญและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
 
              “วิธีแก้ปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่มีอื่นเกินไปกว่าการประหยัด รัฐบาลเองก็ต้องประหยัดให้เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ผลทางด้านงบประมาณ แล้วยังจะได้เป็นตัวเยี่ยงตัวอย่างให้ประชาชนได้เห็น ส่วนทางด้านประชาชนนั้น รัฐบาลก็ต้องขอร้องให้ช่วยประหยัดในทุกทาง ถ้าขอกันไม่ได้ ก็ควรหาทางบังคับให้ประหยัดให้จงได้ มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้เห็นของถูกอีกต่อไปในเมืองไทย”
 
              เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็จะเห็นว่า วิธีแก้ปัญหาที่อาจารย์คึกฤทธิ์ได้ชี้แนะไว้นี้น่าจะทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะรัฐบาลที่ใช้นโยบายประชานิยมนั้น กลับเป็นผู้กระตุ้นให้ประชาชนได้ใช้จ่ายเงินกันอย่างฟุ่มเฟือยเสียเอง และนับว่าเป็นตัวการ และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาของแพงอย่างที่เป็นอยู่
 
              “บุคคลที่น่าสงสารที่สุดในเมืองไทยเวลานี้ ก็คือคณะรัฐบาลที่ได้ถลำตัวไปแถลงไว้ในสภาว่า จะลดค่าครองชีพให้ได้เป็นการด่วน” ไม่น่าเชื่อนะครับว่า อาจารย์คึกฤทธิ์จะเขียนประโยคนี้เอาไว้เมื่อกว่า 60 ปีมาแล้ว
 
              สรุปแล้ว รัฐบาลเป็นผู้ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยมีส่วนในการทำให้ของแพงขึ้น แล้วจะทำให้ “ถูกทั้งแผ่นดิน” ลงมาได้อย่างไร ยังมองไม่เห็นทาง