
'ธีรเดช'ลุ้นหลุดเก้าอี้'ตู่'ลุ้นรอด
ศาลอาญาเตรียมพิพากษา คดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง 'ธีรเดช มีเพียร' ในครั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้ อาจส่งผล พ้นปธ.วุฒิฯ ได้ 'จตุพร' ลุ้นระทึก ศาลรธน.ชี้ชะตา ระบุ คดีมีจุดอ่อนอาจรอด ด้าน ส.ส.ปชป. ปูด มีคนลงชิง สสร.สายวิชาการ หาเสียงในสภาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะนี้ มีความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับตำแหน่งประธานวุฒิสภา ของพล.อ.ธีรเดช มีเพียร เนื่องจาก ในวันที่ 17 พ.ค.55 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา จะพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อ.4290/2552 กรณีนายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ , พล.อ. ธีรเดช มีเพียร , นายปราโมทย์ โชติมงคล อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ในกรณีที่ขึ้นเงินเดือนตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบัน พล.อ.ธีรเดช เป็นสมาชิกวุฒิสภา และดำรงตำแหน่งเป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งหากศาลอาญาตัดสินว่า มีความผิดจริง จะส่งผลต่อตำแหน่งประธานวุฒิสภา ที่อาจทำให้ พล.อ.ธีรเดช ต้องหลุดจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 124 วรรค 4 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งก่อนวาระ ของประธานวุฒิสภา ในกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือมีการรอการลงโทษ อย่างไก็ตาม กรณีดังกล่าว จะไม่มีผลต่อการเป็นสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
สำหรับ กรณีการขึ้นเงินเดือนตัวเอง ของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นกรณีคล้ายกัน กับกรณีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในสมัยของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. ที่ถูกศาลตัดสินและถูกจำคุก
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในขณะนี้ พล.อ.ธีระเดช ได้เดินทางไปประเทศจีน โดยจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 18 พ.ค.55 จากนั้น เดินทางต่อไปยังประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทำให้สมาชิกวุฒิสภาหลายคน ได้มีการพูดคุยกันถึงตำแหน่งประธานวุฒิสภา หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจริง
'ตู่' ลุ้นศาลรธน.ชี้ชะตา 18 พ.ค.นี้ ระบุ คดีมีจุดอ่อนอาจรอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 พ.ค.เวลา 10.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธาน จะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ กกต. ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (4) ประกอบมาตรา 101(3) หรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า การที่นายจตุพร ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ซึ่งเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายในวันเลือกตั้งที่ 3 ก.ค.54 นายจตุพร จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ทำให้นายจตุพร ขาดจากความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2554 มาตรา 20 (3) ประกอบมาตรา 19 และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้นายจตุพร เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดียวติดต่อกันไม่ถึง 30 วัน จนถึงวันเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) บัญญัติไว้เป็นคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพการเป็นส.ส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (4) หรือไม่
แหล่งข่าวจาก กกต. ให้ความเห็นว่า ค่อนข้างมั่นใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า นายจตุพรน่าจะหลุดจากการส.ส. โดยพิจารณายึดหลักว่า เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปอย่างถูกต้อง สมบูรณ์ ก็จำเป็นต้องพิจารณายึดโยงกัน ทั้งรัฐธรรมนูญ และพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมืองควบคู่กัน
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยที่ออกมา นายจตุพรน่าจะหลุดจากการส.ส. โดยเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 101 และมาตรา 102 จะกำหนดเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ไว้ แต่ในมาตรา100 (3) ก็ระบุว่าบุคคลซึ่งต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ซึ่งพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมืองม มาตรา 20(3) ประกอบมาตรา 19 และมาตรา 8 ก็ระบุว่า กรณีดังกล่าว เป็นเหตุให้ขาดจากสมาชิกพรรคการเมืองด้วย ก็มีผลตั้งแต่วันเลือกตั้ง จึงเป็นผลให้นายจตุพรขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.
แหล่งข่าวระบุว่า แม้นายจตุพร และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะอ้างว่า มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ข้อบังคับพรรคดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้พรบ.ว่าด้วยพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญ มองว่า การถูกคุมขัง รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเป็นลักษณะของบุคคล มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิ ดังนั้น การจะนำพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 20(3) ประกอบมาตรา 19 และมาตรา 8 มาขยายใช้บังคับด้วย ไม่สามารถทำได้
ขณะเดียวกัน ในชั้นการพิจารณาของกกต. ก็ยังมีจุดอ่อนในเรื่องขั้นตอน ที่อาจนำมาสู่เหตุแห่งการวินิจฉัย ยกคำร้องของศาลฯได้อีกกรณีหนึ่ง คือก่อนการมีมติว่านายจตุพร ขาดสมาชิกภาพการเป็นส.ส. ยังไม่มีความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ในฐานะทะเบียนพรรคการเมือง เสนอต่อที่ประชุมกกต.ว่านายจตุพรนั้น ขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว จึงเป็นเหตุที่ต้องเสนอต่อที่ประชุมกกต. ให้พิจารณาว่า นายจุตพรขาดสมาชิกภาพการเป็นส.ส.หรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการวิเคราะห์กันว่า ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาในแนวทางใด จะมีผลต่อการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ของนายจตุพร ที่คาดการณ์ว่า จะได้รับการแต่งตั้งในการปรับคณะรัฐมนตรีเร็ว ๆ
ทั้งนี้ เนื่องจากแม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยให้ความเป็นส.ส.สิ้นสุดลง ก็ไม่ได้มีโทษในเรื่องการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อาจส่งผลต่อเอกสิทธิคุ้มครองที่นายจตุพร ได้รับอนุญาตประกันตัว ให้มาทำหน้าที่ส.ส. อยู่ในขณะนี้ เพราะศาลอาจถอนประกัน ในการที่ตกเป็นจำเลยคดีหมิ่นสถาบันฯ
ส.ส.ปชป.ปูดมีคนลงชิง สสร.สายวิชาการ หาเสียงในสภาแล้ว
พ.อ.วินัย สมพงษ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่ม (ฉบับที่...) พุทธศักราช... ผ่านการพิจารณาในวาระที่สอง เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล ที่คาดว่า จะได้รับการเสนอชื่อจาก สภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน เข้ามาแนะนำตัวกับส.ส.ในพื้นที่ของอาคารรัฐสภา โดยเบื้องต้น เขาไม่อยากเปิดเผยชื่อ เพราะการกระทำดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกติกาแต่อย่างใด
พ.อ.วินัย กล่าวว่า ในการลงมติในวาระที่สามของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 5 มิ.ย.55 เขาจะลงมติไม่เห็นชอบ แม้ว่า จะเห็นด้วยว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีกว่า10มาตราที่ควรแก้ไข เพราะเขาไม่เห็นด้วย ที่จะให้มีการแก้ไขทั้งฉบับ
"ผมเห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะในบางมาตราก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่คิดว่า ไม่ควรฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะการทำเช่นนี้ก็จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญไม่มีที่สิ้นสุด ต่อไปก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ดังนั้น ในการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ3 ที่จะถึง ผมจะร่วมโหวตไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อย่างแน่นอน เพราะการปรับหลักการ ให้เข้ากับหลักกู จะทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย" พ.อ.วินัยกล่าว



