ข่าว

เหตุการณ์เดือนพฤษภา

เหตุการณ์เดือนพฤษภา

17 พ.ค. 2555

เหตุการณ์เดือนพฤษภา : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก [email protected]>

             ประวัติศาสตร์ความรุนแรงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคมกำลังจะผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่ง พร้อมกับข้อสงสัยในคำถามว่า สังคมไทยได้ประโยชน์โพดผล ซึมซาบประสบการณ์ เรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านความพยายามที่จะสืบสานอำนาจคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูรเมื่อ 20 ปีก่อน
 
               หรือแม้กระทั่ง กรณีของความรุนแรงระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.เมื่อสองปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยคนและบาดเจ็บอีกนับพัน
 
               เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อยี่สิบปีก่อนนั่นดูจะห่างหาย เลือนลางจางจากความทรงจำของประชาชนคนส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว พร้อมๆ กับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองอย่างจริงจัง ขึ้นมาในประเทศนี้
 
               เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดจลาจล สงครามย่อยทางการเมืองในอีกสิบกว่าปีให้หลังขึ้นมาเป็นอันขาด
 
               ขณะที่เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อสองปีก่อนนั้น นอกจากตัวเลขเงินเยียวยาความตาย พิการเจ็บ การได้มาซึ่งอำนาจรัฐของพรรคเพื่อไทย และบรรดาแกนนำนปช.ได้มีโอกาสวาสนา ลอยหน้าลอยตาชูคอ เสพสโมสรอยู่ตรงใจกลางศูนย์รวมอำนาจของประเทศ เป็นรัฐมนตรีเสนาบดีบ้าง เป็น ส.ส. หรือดำรงตำแหน่งการเมืองอื่นบ้าง
 
               นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว อย่าว่าแต่ชาติบ้านเมือง ประชาชนทั่วไปซึ่งไม่มีสีไม่มีฝ่ายเลย แม้แต่มวลชนคนเสื้อแดงเองได้อะไรขึ้นมาบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัยใคร่ครวญอย่างยิ่ง
 
               เนื้อหาสาระประชาธิปไตยแบบไทยๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมยี่สิบปีก่อนเป็นเช่นไร การเมืองไทยเดือนพฤษภาคมสองปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งพฤษภาคมปีนี้ ก็มิได้ผิดแปลกแตกต่างจากกันไปสักกี่มากน้อย
 
               เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ยังคงต้องมีติ่งมีหูดราวกับไฟท้ายรถยนต์ฮอนด้า ซีวิคใหม่ ซึ่งหากปลงตกก็ไม่รู้จะไปโทษใคร เมื่อคนส่วนใหญ่ยังมีรสนิยม ชมชอบกันอย่างนั้น
 
               เป็นประชาธิปไตย ที่ยังคงใช้ประชาชนต่อสู้ฟาดฟัน ทำสงครามตัวแทน เอาเลือดเนื้อชีวิตมวลชนเซ่นสังเวยอำนาจวาสนาให้แก่ตัวเอง
 
               เป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนซึ่งสวมใส่เสื้อสีต่างกัน คล้ายกับเป็นวัวชนหรือไก่ชนเข้าไปทุกที โดยคนซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าของวัวหรือเจ้าของไก่สลับสับเปลี่ยนผลัดกันรับรางวัล ในขณะที่นายบ่อนกินรวบ รับทรัพย์ทั้งขึ้นทั้งล่อง
 
               ทั้งหมด หาใช่เหตุผลกลใดอื่นเลยไม่ นอกไปเสียจากความไม่แจ่มชัดในนิยามความหมายของประชาธิปไตย ทำให้ตัวละครหน้าเก่าคนเดิม เวียนวนกินแบ่ง-กินรวบ ไม่เปลี่ยนแปลง
 
               ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจจะสำคัญผิด หลงงมงายไปกับลัทธิทรงเจ้าเข้าผี ความเชื่ออันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรกับความไม่รู้ แต่ที่ประหลาดก็คือเหล่าบรรดาผู้รู้คนซึ่งมีปัญญา กลับมอมเมาให้ประชาชนหลง งมงายไปกับลัทธิ ความเชื่ออันไม่เป็นวิทยาศาสตร์
 
               ด่าทอโจมตีอำมาตย์เป็นไฟแลบ แต่กลับทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ตัวเองได้มีส่วนเสพอำนาจเสวยความสุข ร่วมภาคีคอนเนกชั่นกับอำมาตย์
 
               ที่เคยสติปัญญาแหลมคม มองอะไรแจ่มชัด กลับบื้อใบ้ สายตาฝ้าฟาง เห็นตรงกันข้ามกับมวลชน
 
               ข้าวของ สินค้าราคาแพงก็บอกไม่จริง ของถูกต่างหาก อำมาตย์ที่เคยเห็นว่าชั่วร้ายนั่นก็กลายมาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งน่าเคารพนับถือ มาตรา 112 หรือก็ไม่มีปัญหาขึ้นมาดื้อๆ
 
               ถึงวันนี้ จึงน่าจะได้หวนกลับมาทบทวน ใคร่ครวญอย่างจริงจังว่า เราได้อะไรจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมบ้าง