
'ทองคำ'สถาปนิกเดนมาร์กเจ้าของหนังสือ
'ทองคำ'สถาปนิกเดนมาร์กเจ้าของหนังสือ 'วลีภาษาไทย-อีสาน-ลาว' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ
"วลีภาษาไทย-อีสาน-ลาว" หนังสือที่เขียนจากความสนใจด้านภาษา ผลงานของ นายแอสกอร์ มูลเลอรุพ อดีตสถาปนิกชาวเดนมาร์ก วัย 58 ปี หนังสือคู่มือสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในอีสาน เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าชาวต่างชาติคนนี้ตกหลุมรักในวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ด้วยเหตุนี้เขาตัดสินใจปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านแก่งนาง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร หุบเขาภูพานรอยต่อ จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และสกลนคร หลากหลายไปด้วยผู้คนต่างชาติพันธุ์ทั้งลาว ไทยโคราช และชาวภูไท ที่ต่างเดินทางมาอาศัย หลายคนคุ้นเคยกับฝรั่งชาวเดนมาร์กคนนี้มานาน และเรียกเขาว่า "ทองคำ"
กว่า 15 ปี แอสกอร์เดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยและเมืองหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อศึกษา รวบรวมคำและวลีของสองประเทศ
หากมีโอกาสก็จะเดินทางมาเยี่ยมเพื่อนที่ทำงานอยู่โรงพยาบาลเขาวง จ.กาฬสินธุ์ ที่นี่ทำให้เขาได้พบและรู้จักกับคู่ชีวิตสาวชาวภูไท "ธัญญลักษณ์ ไชยสุข" พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เริ่มจากเดินทางทำวิจัยผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสังคมไทยที่ จ.ภูเก็ต และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
จากนั้นก็สนใจเดินทางไปท่องเที่ยวแทบทุกจังหวัดในประเทศไทย จนมีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนที่ทำงานอยู่บ้านบัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์
เมื่อมาที่บ้านแก่งนางได้รู้จักคุ้นเคยกับคนโคราช จากการรู้จักกันผิวเผิน จนกลายเป็นสนิทสนมกันเหมือนเป็นพี่น้องกัน ไม่นานได้ทำงานเป็นผู้จัดการฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ที่ จ.ร้อยเอ็ด ประมาณ 5 ปี ช่วงแรกยังพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยยังไม่ได้ แต่ต้องร่วมงานกับชาวไทยอีสานทั้งหมด จึงใช้การจดจำคำพูด วลีของชาวอีสานเขียนลงในสมุดบันทึก จดทุกวัน เรียนรู้ทุกวัน จนเห็นความสำคัญและรวบรวมเป็นเล่ม จากนั้นตัดสินใจมาอยู่หมู่บ้านแก่งนาง
จนวันหนึ่งเมื่อ 8 ปีที่แล้ว หลานที่แอสกอร์ดูแลเกิดล้มป่วย เขากลัวว่าหลานจะเป็นไข้มาลาเรียจึงตัดสินใจนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเขาวง เขาได้รู้จักพูดคุยกับ "ธัญญลักษณ์" พยาบาลสาวของที่นี่ เกิดความประทับใจอย่างมาก จนบอกเพื่อนว่าเจอ "นางฟ้า" และได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยขึ้น เมื่อบางครั้งนั่งรอเพื่อนที่โรงพยาบาลเพื่อติดรถเข้าหมู่บ้าน จึงทำให้ได้เจอกัน ทักทาย ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน กินข้าวด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน
ตลอด 8 ปีที่คบหากัน "แอสกอร์ "ไม่เคยจีบ เพราะกลัวว่าหากจีบไม่ติดแล้วจะเสียหน้า กลัวจะอายคน จนกระทั่งวันเกิดของเขา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2549 แอสกอร์ชวนหญิงสาวไปฉลองวันเกิดพร้อมกับตัดสินใจบอกรัก
"มีหนุ่มๆ มาจีบบ้าง ทั้งบ่าวปลัด บ่าวครู บ่าวตำรวจ แต่ยังไม่เจอคนถูกใจ ส่วนหนึ่งอาจจะใช้ชีวิตอิสระมานาน จนไม่ได้ทำให้คิดเรื่องครอบครัว ยังไม่คิดสนใจใครจริงจัง ก่อนหน้านั้นรู้ว่าเขาชอบเพราะจะส่งอีเมลมาให้ สำนวนในอีเมลหวานมาก เป็นคนโรแมนติกในเรื่องความรัก จนวันที่เขาบอกรักก็รู้สึกดี แต่เราโตแล้วอารมณ์รักไม่เหมือนวัยรุ่น จึงบอกเขาว่า เราขอบคุณที่มีความรู้สึกดีๆ แต่ยังไม่คิดเรื่องชีวิตคู่จึงตกลงใจว่าจะดูกันไปก่อน"
ตลอด 1 ปีที่คบหาดูใจ พร้อมกับคำยืนยันของพี่สาวที่รู้จักกับอาจารย์ทองมานานบอกว่า ตลอด 15 ปีที่เขาเดินทางมาอยู่ที่นี่ ไม่เคยเห็นคบหาผู้หญิงคนใด อยู่กับชาวบ้าน ช่วยงานบุญไม่เคยขาด จากนิสัยใจคอที่คล้ายกัน ชื่นชอบธรรมชาติ ชอบชีวิตที่สงบไม่วุ่นวาย ผ่านไป 1 ปีมั่นใจว่าจะอยู่กับคนนี้จึงตัดสินใจแต่งงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551
"เล่าให้ครอบครัวฟังมาตลอด พ่อยินดีด้วยไม่ว่าอะไร ส่วนพี่สาวทำงานเป็นครูอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับที่คุณแอสกอร์อาศัยอยู่ จึงมีพี่สาวและเพื่อนช่วยยืนยัน รวมถึงนิสัยใจคอที่คล้ายกัน คือชอบสันโดษ รักอิสระ ชอบธรรมชาติ และรักในวิถีของชาวภูไท จึงมั่นใจและตอบตกลงแต่งงานกัน"
ตลอด 5 ปีที่แต่งงานอยู่ด้วยกัน ถึงแม้ว่าอาจารย์ทองจะเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของคนอีสานมานาน แต่ในบางเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ ทั้งสองคนยังคงต้องปรับตัวเข้าหากัน
"อาจจะเป็นเพราะต่างตนต่างใช้ชีวิตอิสระมานาน บางส่วนมีพื้นฐานเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมแต่ละคนที่ต่างกัน ทำให้ต้องปรับตัวบ้าง เช่น การตรงต่อเวลา การให้ความสำคัญในวันสำคัญต่างๆ เช่นวันเกิด วันครอบครัว ที่ต้องอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า บางเรื่องเราสบายๆ แต่เขาไม่ใช่ เรื่องไหนใช่ก็คือใช่ ขณะที่เราใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง หยวนๆ กันไป มีบางเรื่องที่ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ไม่เคยทะเลาะกัน เพราะส่วนใหญ่จะรับฟังซึ่งกันและกัน พูดคุยกันจนกว่าจะเข้าใจ"
ปัจจุบันทั้งคู่กำลังจะตีพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ "ภาษาผู้ไทสำหรับบุคลากรทางการแพทย์" ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวกับร่างกาย และประโยค ในภาษาอังกฤษ-ลาว-ไทย-ภูไท ประมาณ 60 หน้า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์จากภาคกลางหรือที่อื่นๆ ได้ใช้เป็นคู่มือในการทำงาน
"นอกจาก ความงดงามของภาษาภูไทแล้ว เราทั้งคู่ยังได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ในโรงพยาบาลซึ่งต่างมีแนวคิดตรงกันว่า นอกจากจะเป็นประโยชน์กับหมอ พยาบาลแล้ว ที่สำคัญคือเป็นประโยชน์กับลูกหลานชาวภูไท ที่นับวันจะใช้ภาษากลางกันเป็นส่วนใหญ่ จนหลงลืมภาษาราก ภาษาของบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังรวบรวมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาวภูไทไว้ด้วย บางส่วนอยู่ระหว่างการค้นคว้าข้อมูลที่ชัดเจน เพราะบางส่วนยังให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน แต่ก็คาดว่าหนังสือเล่มนี้จะเสร็จเป็นรูปเล่มเร็วๆ นี้"
นอกจากความรักที่ทั้งคู่ต่างมีให้กันแล้ว ทั้งสองต่างมีความรักความผูกพันกับพื้นถิ่นในภาคอีสานและวัฒนธรรมอันสวยงามของที่นี่ และพร้อมจะรักษาไว้ให้คงอยู่ถึงลูกหลาน เฉกเช่นชีวิตรักของเขยฝรั่ง-สะใภ้อินเตอร์คู่นี้ ที่ยังตราตรึงไปตราบนานเท่านาน
..............................
('ทองคำ'สถาปนิกเดนมาร์กเจ้าของหนังสือ 'วลีภาษาไทย-อีสาน-ลาว' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)



