
ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย (1)
ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย (1) : คอลัมน์ปิดประเด็น : โดย...ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ [email protected]
รายจ่ายของรัฐบาลมากขึ้นทุกวัน อย่างงบประมาณปี 2555 รายจ่ายประจำก็ปาเข้าไป 78.0% ของงบประมาณรวม ชื่อก็บอกแล้วครับ ว่าเป็นรายจ่ายประจำ จ่ายกันประจำ คิดจะตัดทอนกันคงลำบาก กับแค่งบบุคลากรปีนึงราว 5.5 แสนล้านบาท แถมจ่ายดอกเบี้ยอีกปีๆ นึงราว 1.7 แสนล้านบาท ชดใช้เงินคงคลังที่ปีก่อนใช้จ่ายเกินไปอีก 4.7 หมื่นล้านบาท ค่าเช่าศูนย์ราชการอีก 1.0 แสนล้านบาท กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอีก 1.1 แสนล้านบาท...รายจ่ายจากโครงการที่เริ่มกันมาในอดีตทั้งนั้น
นโยบายหารายได้เราก็ไม่ค่อยเห็นกันเสียด้วยสิครับ...วันนี้เราลองมาช่วยกันดูนะครับว่า รัฐบาลเขาจะหารายได้จากไหนกันได้บ้าง...
รายได้รัฐบาลปี 2554 ที่ผ่านมา 90.7% มาจากภาษีอากร โดยจัดเก็บจาก 3 กรมหลักคือ 1.กรมสรรพากร (75.1% ของรายได้ภาษีทั้งหมด) 2.กรมสรรพสามิต (19.8%) และ 3.กรมศุลกากร (5.1%)
มาดูกรมสรรพากรพี่ใหญ่ก่อนครับ การจัดเก็บรายได้อยู่บนฐานภาษีสำคัญ 2 ฐานภาษีคือ 1.ฐานรายได้ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และ 2.ฐานการบริโภค (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยภาษีจาก 2 ฐานนี้คิดเป็นรายได้รวม 97% ของรายได้ทั้งหมดของกรมสรรพากร หรือ 66.1% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ โดยเมื่อดูในรายละเอียดเท่าที่ผมมีข้อมูล พบว่า ฐานรายได้ในปีภาษี 2553 มีคนเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 20% ขึ้นไปเพียง 5.95 แสนคน (6.3%ของผู้เสียภาษี) แต่หากเก็บภาษีได้ถึง 85.2% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนรวยในประเทศเราน้อยครับ เราพึ่งพิงภาษีนี้จากคนไม่ถึง 6 แสนคน จากคนทั้งประเทศ 64 ล้านคน
พอมาดูภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ไม่ต่างครับ สรรพากรเขาจัดเก็บภาษีนี้ได้จากบริษัทที่มีรายได้เกิน 2 ล้านบาทเพียง 2,322 ราย (0.7% ของบริษัทที่เสียภาษี) แต่หากได้รายได้ถึง 85.6% ของภาษีเงินได้นิติบุคคล...อีก 99.3%ของบริษัทที่เสียภาษี มีฐานะทางการเงินที่ไม่ค่อยแข็งแรงกันครับ จ่ายภาษีรวมกันแค่ราว 4.5% ของที่เก็บได้ทั้งหมดเอง
มาดูน้องรองกรมสรรพสามิตบ้างครับ...จากเว็บไซต์ของกรมเขาเล่าเรื่องประวัติภาษีสรรพสามิตไว้ ผมขอตัดบางส่วนมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน
"มีการสันนิษฐานว่ามีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่มาปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2178) โดยกฎหมายลักษณะพระธรรมนูญได้กำหนดว่าได้เก็บอากรจากสุรา แต่อัตราเท่าใดไม่ได้ระบุไว้ มาปรากฏหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สำหรับภาษีสรรพสามิตของไทยอาจกล่าวได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากสินค้าสองประเภท คือฝิ่น และสุรา ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแยกจากกัน คือกรมฝิ่นและกรมสุรา ใน พ.ศ.2474 กรมสุราได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมและจัดเก็บภาษีไม้ขีดไฟที่ทำขึ้นในราชอาณาจักรด้วยอีกอย่างหนึ่ง และต่อไปอาจจะมีกิจการอย่างอื่นเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ นาม "กรมสุรา" จึงไม่เหมาะสมกับหน้าที่ราชการที่ปฏิบัติอยู่ จึงได้มีประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2474 เปลี่ยนนาม "กรมสุรา" เป็น "กรมสรรพสามิต"
ตอนนี้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีอยู่บนสินค้าหรือบริการรวม 21 ประเภท มีเพียง 5 ประเภทได้แก่ น้ำมัน รถ ยาสูบ สุรา และเบียร์ แต่เก็บเงินได้ตั้ง 94.6% ของภาษีสรรพสามิตทั้งหมด...ท่านผู้อ่านอ่านแล้วคิดว่า เอาเฉพาะที่มีหลักฐานว่าเขาเก็บภาษีกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททองเกือบ 400 ปีแล้ว ตอนนี้หาสินค้าหรือบริการที่จะเก็บได้เจ๋งๆ 5 รายการ...แล้วชั่วชีวิตเราจะมีใครหาเจ๋งๆ ได้เพิ่มอีกสักรายการไหมครับ??
เคยครับ เคยมีความพยายามจะขยายฐานภาษีไปยังสินค้าและบริการอื่นกัน แต่ก็ไม่สร้างรายได้ เช่น ภาษีการโทรคมนาคม (เลิกจัดเก็บไปแล้ว) เคยจัดเก็บได้สูงสุดในปี 2549 มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ภาษีไนต์คลับและดิสโก้เธค เคยจัดเก็บได้สูงสุด 113 ล้านบาท...เอาเป็นว่า ส่วนตัวผมคนนึงล่ะครับ ที่คิดว่าการที่จะขยายฐานภาษีสรรพสามิตอาจทำได้ลำบาก
วันนี้พื้นที่หมดแล้ว ติดตามตอนต่อไปครั้งหน้านะครับ
.....................................
(ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย (1) : คอลัมน์ปิดประเด็น : โดย...ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ [email protected])



