
เวียดนามเวลานี้
เวียดนามเวลานี้ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ขณะที่เงินเดือนขั้นต้นของข้าราชการที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีของไทยได้รับการปรับเป็นเดือนละ 1.5 หมื่นบาทนั้น เงินเดือนของพนักงานของรัฐของเวียดนามในระดับเดียวกัน จะได้รับประมาณ 1.5 ล้านด่อง หรือคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ก็คือในราว 3,000 บาท ถามว่าแล้วพนักงานของรัฐจะอยู่ได้อย่างไร ในประเทศที่มีภาวะเงินเฟ้อในอัตราที่เป็นตัวเลขสองหลัก และค่าครองชีพที่พุ่งทะยาน
คำตอบในเรื่องนี้ ที่ได้ยินมาก็คือ พนักงานของรัฐในเวียดนามมีทางออกอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือการมีอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มเติม และทางที่สองก็คือการคอรัปชั่น คนเวียดนามโดยปกติเป็นคนที่ขยันขันแข็งและมีความอดทนสูง การทำงานอื่นควบคู่ไปกับการทำงานประจำจึงถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการค้าเล็กๆ น้อยๆ ตามลำพัง หรือรวมหุ้นกันทำกิจการต่างๆ ดังนั้น ในฮานอยจึงมีร้านค้าเล็กๆ อยู่มากมาย ส่วนการคอรัปชั่นนั้น นอกจากจะมาจากปัญหาเรื่องเงินเดือนที่น้อยนิดแล้ว
ก็คือปัญหาที่เกิดจากระบบงานที่ยังปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของประเทศไม่ทัน ทำให้เกิดความล่าช้าหรือให้บริการประชาชนได้ไม่ทั่วถึง ตัวอย่างเช่นการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ ที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากแพทย์และอุปกรณ์ไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงเกิดการจ่ายเงินใต้โต๊ะของคนไข้เพื่อให้ได้เข้าโรงพยาบาล ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวว่าโรงพยาบาลบางแห่งให้คนไข้ผลัดกันนอนบนเตียงเดียวกันถึง 3 คน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามได้ตระหนักถึงปัญหาค่าครองชีพของประชาชน และการปกครองในรูปแบบสังคมนิยมที่ต่อต้านระบบทุนนิยม อันมีลักษณะของปลาใหญ่กินปลาเล็ก จึงทำให้ทางการเวียดนามสนับสนุนให้พนักงานของรัฐและประชาชนประกอบการค้าเล็กๆ น้อยๆ หรือกิจการของตนเอง ดังนั้น เราจึงจะไม่เห็นร้านค้าประเภทซูเปอร์สโตร์ใหญ่ยักษ์ตามย่านชุมชน หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทุกหัวถนน ในประเทศนี้
แนวทางที่สนับสนุนให้พนักงานของรัฐและประชาชนขวนขวายช่วยตนเองนี้ ในระยะยาวแล้ว ย่อมมีความยั่งยืนกว่าการช่วยเหลืออย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน แจกสิ่งของ หรือการให้บริการฟรีต่างๆ เพราะการให้เปล่าเหล่านั้น นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาแบบขอไปที ซึ่งหวังผลด้านประชานิยมแล้ว ยังไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ หมดสิ้นลงได้ และเป็นการบ่มเพาะนิสัยพึ่งพาผู้อื่นให้แก่ประชาชน นอกจากนี้การส่งเสริมให้ช่วยตนเองยังเป็นการวางรากฐานที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วย
อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาของหลายๆ ประเทศในโลกเวลานี้ก็คือ การที่คนรุ่นใหม่กลายเป็นนักบริโภคนิยม หรือซื้อทุกอย่างตามที่เห็นในโฆษณา อันทำให้เกิดรายจ่ายเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ ขณะที่รายรับคงที่หรือไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามรายจ่าย ซึ่งในส่วนของปัญหานี้ เวียดนามพยายามยับยั้งด้วยการไม่ส่งเสริมให้ประชาชนจ่ายเงินล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิต ชาวเวียดนามยังคงนิยมซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยทองคำหรือเงินสด สำหรับการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้น ไม่ใช่แค่วางเงินดาวน์และผ่อนส่งต่ออีกหลายปี หากแต่ต้องมีการขออนุญาตต่อเขตที่ตนมีภูมิลำเนา เพื่อตรวจสอบฐานะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้องมีที่จอดรถของตนเองทั้งที่พักและที่ทำงาน ไม่ใช่สามารถจะจอดตามริมถนนได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ภาษีรถยนต์ในเวียดนามยังสูงกว่าเมืองไทยประมาณ 3 เท่า ซึ่งวิธีการดังกล่าวนับเป็นการจำกัดปริมาณรถยนต์อย่างได้ผลชะงัด ทำให้การจราจรมีความคล่องตัวรวมทั้งลดการใช้นำมันเชื้อเพลิงและมลภาวะได้เป็นอย่างดี
แม้เวียดนามจะมีความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่เวียดนามก็ไม่ได้ผลีผลามที่จะกระโจนเข้าสู่ระบอบทุนนิยมอย่างเต็มตัว และการปกครองในระบอบสังคมนิยมก็เป็นเสมือนเครื่องห้ามล้อที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้ประชาชนเวียดนามวิ่งตามกระแสทุนนิยมและบริโภคนิยมเร็วเกินไป
เศรษฐกิจเวียดนามในเวลานี้จึงดำเนินไปด้วยความเข้มแข็งและรอบคอบพร้อมๆ กัน



