
สุดทน!ย้ายสน.ฉลองกรุงหนีบ่อขยะ
ผบ.ตร. สั่งย้าย สน.ฉลองกรุง หนีบ่อขยะ ชั่วคราว 6 เดือน ไปอยู่ในพื้นที่นิคมอุตฯ ลาดกระบัง หลัง จนท.ตร.ทนสูดดมจนล้มป่วย หลายรายทนไม่ไหวขอย้าย ขอเออรี่รีไทม์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 พ.ค. 55 จากกรณีบ่อขยะของเอกชนที่เคยทำสัญญาร่วมกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ฉลองกรุง และชาวบ้านที่อาศัยอยู่พื้นที่โดยรอบ เนื่องจากบ่อขยะดังกล่าว ได้สร้างมลพิษทางอากาศและส่งกลิ่นเหม็น ตำรวจและชาวบ้านต่างล้มป่วย ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นปัญหา โดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งดำเนินการแก้ไขปัญหา 2 ระดับ ในระยะสั้น ให้ย้ายสถานที่ทำงานของ สน.ฉลองกรุง ไปอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งมีพื้นที่ 550 ตารางเมตร เป็นการชั่วคราว 6 เดือน โดยคาดว่า สามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ในอีก 2 สัปดาห์ ขณะที่แผนระยะยาว จะพิจารณาหาสถานที่ก่อสร้างโรงพักแห่งใหม่ คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ล่าสุดวันนี้ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณะสุข พร้อมกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่เขตลาดกระบัง กรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ สน.ฉลองกรุง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บก.น.3. และสน.ฉลองกรุง รวมถึง กต.ตร.สน.ฉลองกรุง เพื่อตรวจสอบมลพิษและให้คำแนะนำในการรับมือกับปัญหาจากบ่อขยะที่เกิดขึ้น
นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า บ่อขยะแห่งนี้เป็นบ่อดินขนาดใหญ่มีเนื้อที่เกือบ 300 ไร่ โดยก่อนหน้าจะเป็นบ่อขยะเจ้าของที่ดินได้ขุดหน้าดินขายความลึกของบ่อกว่า 100 เมตร และต่อมาก็กลายเป็นบ่อทิ้งขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง บางส่วนเป็นขยะปนเปื้อนสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม บ่อขยะดังกล่าวยังมีสารอินทรีย์ พลาสติก แก้วและอื่นๆ ที่สำคัญมีสารเคมีอันตรายจากบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผ่านมามีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบทั้งสำนักงานเขตลาดกระบัง กรมควบคุมมลพิษ และมีความเห็นว่าต้องฝังกลบบ่อขยะนี้เพราะมีมลพิษรุนแรง จึงได้มีการนำดินมามาปิดปากบ่อขยะ เมื่อเวลาผ่านไปปรากฏว่ามีแก๊สผุดขึ้นมาตามจุดต่างๆในบ่อขยะ ซึ่งแก๊สเหล่านี้นอกจากจะติดไฟแล้วยังมีไอระเหยของสารพิษปนอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศร้อนจัดอย่างช่วงนี้
นพ.สุรวิทย์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ฉลองกรุงและประชาชนได้รับคือกลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายสารเคมี กลิ่นเหม็นจะทวีความรุนแรงในช่วงเวลากลางคืนและมีฝนตก ส่งผลให้มีการเจ็บป่วยตามมา ซึ่งจะมีอาการแสบจมูก หายใจขัด เจ็บคอ เวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน บางรายก็มีผดผื่นขึ้นตามร่างกาย บางรายแน่นหน้าอกถึงขั้นปอดอักเสบ และจากข้อมูลการตรวจสอบของสำนักอนามัย กทม.ที่ได้ตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยการตรวจตัวชี้วัด 4 ตัว ได้แก่สาร ไวนิลคลอไรด์ สารนี้มีค่าเกินมาตรฐาน เมื่อหายใจเข้าไปจะติดขัดรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นผิดปกติ หากสัมผัสเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายหมดแรงผัวหนังซีด สารที่ 2 คือสารเบนซิน สารนี้ก็เกินค่ามาตรฐาน เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ ระคายเคืองระบบหายใจ เป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง สารที่ 3 คือสารไตรคลอโรเอทธิลีน มีค่าสูงกว่ามาตรฐาน ทำให้ระคายเคืองระบบหายใจ คลื่นไส้อาเจียนเป็นลมหมดสติ และอาจเสียชีวิตได้เมื่อสัมผัสสารนี้ในความเข้มข้นสูง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา ทำให้แสบตา น้ำตาไหล และสารที่ 4 สาร1,2ไดคลอโรอีเทน ซึ่งจะดูดซึมทางผิวหนังได้ดี ถ้ารับปริมาณมากจะทำลายระบบประสาท ตับและไต ซึ่งสารพิษทั้ง 4 ชนิดนี้เป็นสารเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ทั้งหมด
"ในครั้งกระทรวงสาธารณสุขจะให้คำแนะนำแก่ตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงให้ดูแลสุขภาพตัวเองและปฏิบัติตามข้อแนะนำ โดยหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่บ่อขยะ ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดการสูดดมสารพิษ สวมเสื้อแขนยาว สวมถุงมือหวกและแว่นตา เพื่อลดการสัมผัสสารพิษผ่านทางผิวหนัง และล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้งหลังจับวัสดึในพื้นที่บ่อขยะ หากใครมีอาการผิดปกติ คลื่นไส้ คลื่นเหียน เวียนศีรษะในระยะนี้ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน และทางกระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นห่วงเป็นใย หลังเยี่ยมที่ สน.ฉลองกรุงแล้วก็จะไปตรวจเยี่ยมที่ โรงเรียน ชุมชน นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และโรงพยาบาลลาดกระบังด้วย" รมช.สาธารณสุข กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมร่วมหลายฝ่าย ทางสำนักอนามัย กทม.ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเอกชน โดยก่อนหน้านี้ทางกทม.ได้ทำสัญญากับเจ้าของที่ทำเป็นบ่อขยะ และได้จบสัญญาไปในปี พ.ศ.2543 ก่อนจะมีการฝังกลบ แต่ก็มีการเกิดปะทุติดไฟในบ่อขยะเรื่อยมา ทั้งที่เกิดขึ้นเอง และมีบรรดาชาวบ้านที่ไปเผาเพื่อหาเศษลวด เหล็กและทองแดงไปขายของเก่า หากไม่มีการปะทุของไฟในบ่อขยะ ค่ามลพิษทางอากาศก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ขณะเดียวกันทุกวันนี้ยังมีการลักลอบนำขยะที่ปนเปื้อนสารพิษมาทิ้งในบ่อขยะแห่งนี้อยู่ ล่าสุดทางกทม.ได้หารือกับเจ้าของที่ดิน ในเบื้องต้นจะดำเนินการล้อมรั้วรอบพื้นที่ และนำหินลูกรังมากลบเพื่อไม่ให้ติดไฟ รวมทั้งบรรเทาเบาบางกลิ่นเหม็นของขยะ นอกจากนี้ทาง กทม.มีรถตรวจมลพิษทางอากาศ เป็นรถโมบายเคลื่อนที่ ก็จะนำมาตรวจในพื้นที่ดังกล่าวอีกหลายจุด เพื่อดูรัศมีการแพร่กระจายของสารพิษด้วยว่าไปกว้างขนาดไหน ซึ่งจะง่ายต่อการควบคุมแก้ไขต่อไป
ด้าน พ.ต.ท.อรรถพันธ์ วัชระปันตรี สว.อก.สน.ฉลองกรุง กล่าวว่า มาทำงานอยู่ที่นี่ได้กว่า 7 ปีแล้ว และได้รับสารพิษมาโดยตลอด ตำรวจที่อยู่ที่นี่ทั้งผู้บังคับบัญชาและตำรวจชั้นประทวนได้รับสารพิษไปกันหมด โดยเฉพาะตำรวจที่ทำงานอยู่ประจำ สน. ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ พนักงานสอบสวน และอื่นๆ ส่วนตนมีอาการแสบตาแสบจมูก มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และมาเป็นหนักเมื่อปี พ.ศ.2553 จนร่างกายก่อนแรง หายใจติดขัด และเมื่อถึงเวรพักกลับไปอยู่ที่บ้านสูดอากาศบริสุทธิ์ก็รู้สึกดีขึ้น และพยายามดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ตลอด โชคดีที่ไปตรวจร่างกายยังไม่เป็นโรคอะไร
"ตำรวจหลายคนทนไม่ไหวก็ขอย้าย บางคนก็ขอเออรี่ หรือเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด เพราะกลัวจะตายก่อน ผมเองก็อยากย้ายเคยทำเรื่องแล้วและไม่ได้ย้าย ในเมื่อย้ายไม่ได้ก็ต้องทนอยู่และหาวิธีสู้กับมันให้ได้ ตอนนี้ก็ดีใจและขอขอบคุณผู้บังคับบัญชา อย่างท่าน ผบ.ตร. ที่เล็งเห็นความสำคัญ อนุมัติให้เราย้ายสถานที่ และจะหาสถานที่ถาวรให้ในระยะยาว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลแก้ไข ตำรวจย้ายไปแล้ว แต่ชาวบ้านเขายังอยู่" พ.ต.ท.อรรพันธ์ กล่าว
ด้าน ด.ต.ศุภชัย นาคสุข อายุ 53 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ สน.ฉลองกรุง กล่าวว่า ตนขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด เมื่อปี พ.ศ.2553 เพราะร่างกายเริ่มทนไม่ไหว หายใจลำบาก ร่างกายอ่อนแรง แสบจมูกแสบตาไปหมด ทั้งที่ตนเป็นคนแข็งแรงชอบออกกำลังกายเล่นฟุตบอลอยู่ประจำ และโดยเฉพาะตนทำงานช่วงกลางคืนและห้องทำงานก็อยู่ติดกับบ่อขยะลมก็จะพัดกลิ่นพัดสารพิษมาให้เต็มๆ ตอนนี้ตนป่วยเป็นโรคพากินสัน ซึ่งหมอบอกว่าไม่น่าจะเป็นเร็วขนาดนี้ ตนเชื่อว่าผลพวงน่าจะมาจากสารพิษที่ตนรับเข้าไปหลายปี ขณะตอนนี้ตนกลับมาที่นี้อีกครั้งยังรู้สึกได้ เริ่มแสบตามแสบจมูกแล้ว
"เพื่อนพี่น้องตำรวจที่โรงพักนี้ในตอนที่ผมยังทำงานอยู่ต่างพากันทนไม่ไหว ขอย้ายกันหมด ตอนแรกที่ผมบอกครอบครัวไปว่าจะเออรี่ เมียก็ตกใจถามว่าทำไม เมื่อผมบอกเหตุผลไปและพอเออรี่ไปอยู่ที่อากาศดีที่บ้านร่างกายเริ่มดีขึ้น เมียกับลูกก็บอกว่าดีแล้วที่เออรี่ออกมาก่อน อยู่ไปคงได้ตายก่อนเกษียณแน่ และตอนนี้รู้ว่าผู้ใหญ่เขาให้ย้ายโรงพักแล้วก็รู้สึกดีใจแทนเพื่อนๆ น้องๆและอดีตผู้บังคับบัญชาที่จะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น " ด.ต.ศุภชัย อดีตตำรวจ สน.ฉลองกรุง กล่าว



