ข่าว

วัคซีนแก้ปัญหาราคาสินค้า

วัคซีนแก้ปัญหาราคาสินค้า

15 พ.ค. 2555

วัคซีนแก้ปัญหาราคาสินค้า : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

             จากการสังเกตวิธีการแก้ปัญหาราคาสินค้าของรัฐบาลเหมือนกับว่าภาครัฐต้องการสะท้อนในส่วนของราคาของต้นทุนที่เป็นจริง โดยมีความเข้าใจอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “หากผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าเกินราคาที่เหมาะสมก็จะต้องมีการควบคุม” ดังนั้นการควบคุมจึงกลายเป็นตัวบังคับราคา และวิธีการนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าไม่สอดคล้องกับต้นทุนและกำไรที่ควรจะได้รับ และอีกวิธีการหนึ่งก็คือการดำเนินกิจกรรมสินค้าราคาถูกทั้งแผ่นดินซึ่งอยู่ในรูปแบบของสินค้าจากสหกรณ์และธงฟ้า ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “ตกลงควรจะใช้นโยบายการกำกับราคาสินค้าหรือไม่? หรือจริงๆ แล้วควรจะหันมากำกับราคาในขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน? เพราะจะช้าหรือเร็วสุดท้ายเราก็ต้องปรับราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด และที่มากไปกว่านั้นการอุดหนุนราคาสินค้าบางตัว ก็กลายเป็นการช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ด้วย เพราะความจริงแล้วปัญหานี้ไม่ได้เป็นปัญหาที่ง่ายอย่างที่มีการแก้ไขกันอยู่
 
               ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเนื้อสุกรในภาคใต้มีราคาแพงมาก และจากการสำรวจพบว่าหากสุกรที่มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม จะมีอัตราส่วนกำไรต่อต้นทุนทั้งหมดมากกว่าสุกรที่มีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 1.48% นั่นแสดงว่าสุกรที่มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม จะมีสัดส่วนของกำไรมากกว่าสุกรที่มีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม 1.48% และสุกรที่มีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม  จะมีสัดส่วนของกำไรต่อต้นทุนทั้งหมดมากกว่าสุกรที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 6.08% แสดงว่า สุกรที่มีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม จะมีอัตราส่วนกำไรต่อต้นทุนทั้งหมดมากกว่าสุกรที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม 6.08% และจากที่ผลต่างของอัตราส่วนกำไรต่อต้นทุนทั้งหมด ในช่วงน้ำหนัก 80-90 กิโลกรัม แตกต่างกันมาก หมายความว่า หากจำหน่ายสุกรมีน้ำหนักน้อยกว่า 90 กิโลกรัม จะมีผลทำให้กำไรที่จะได้รับลดลงอย่างมาก ดังนั้น การเลือกซื้อสุกร ควรที่จะเลือกซื้อสุกรที่น้ำหนัก 90  กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งในกรณีแบบนี้ทางออกของตลาดเนื้อสุกรจึงควรที่จะร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิตและแม่ค้าเขียงหมูจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้
 
               เพราะฉะนั้นแม่ค้าเขียงหมูควรที่จะลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยใช้การสำรองที่เหมาะสมคือซื้อสุกรมาสำรองไว้ 2 ตัวต่อ รอบต่อ 2 วัน ซึ่งจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้เท่ากับ 15 บาทต่อ 1 ตัว โดยจากการใช้วิธีลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่ม จะทำให้มีกำไรเพิ่ม 485 บาท หรือคิดเป็น 7.06% และในเวลา 1 เดือน จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 12,125 บาท แม้ว่าในช่วงนั้นตลาดจะมีการส่งสัญญาณของราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้น เราก็จะสามารถลดราคาเนื้อสุกรลงแต่ก็ยังทำให้ผู้ขายยังคงมีกำไร
 
               ผู้เขียนเห็นด้วยกับฮาเยค (F.Hayek) ว่าในตลาดควรที่จะมีการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความได้เปรียบ เพราะได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะต้นทุนการไหลเวียนและโซ่อุปทานของสินค้าที่สามารถสื่อสารกันได้ในสังคม การเคลื่อนไหวของราคาจะมีความอิสระมากกว่าการควบคุมโดยภาครัฐ เพราะในแต่ละท้องถิ่นนั้นจะมีปัญหาเฉพาะพื้นที่ของตนเอง ต้นทุนที่เกิดขึ้นแน่นอนว่ามาจากต้นทุนการไหลเวียนสินค้า แต่ต้นทุนอีกตัวหนึ่งจะมาจากการขาดระเบียบการทางเศรษฐกิจในตลาดที่ทำให้เกิดต้นทุนธุรกรรม นั่นคือ การฉวยโอกาสตามสถานการณ์ทั้งที่ผิดและไม่ผิดตามการกฎของการค้า ซึ่งในข้อเท็จจริงตรงนี้รัฐกำกับได้ยากมาก นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำงานก็ต่อเมื่อส่วนกลางต้องการได้ข้อมูล
 
               การร่วมมือตรงนี้ควรที่ให้หน่วยงานในระดับตำบลหรือชุมชนนั้นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา โดยการรายงานข้อมูลและจัดระเบียบการระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า สินเชื่อเครดิตระยะสั้น การให้คำแนะนำปรึกษา การเตรียมบุคลากร การแปรรูป การขนส่ง การเก็บรักษาและอื่นๆ การเกิดความร่วมมือแบบนี้และเป็นความร่วมมือที่มาจากท้องถิ่นจะสามารถนำมากำหนดเป็นต้นทุนสินค้า ต้นทุนการไหลเวียนและต้นทุนธุรกรรมได้ เพราะฉะนั้นหากสภาพแวดล้อมในกลไกตลาดไม่ดีและระเบียบการในตลาดมีความไม่ชัดเจนก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของต้นทุน เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพปัจจุบันเลยขาดวัคซีนในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้า และอย่างที่เห็นกันอยู่ในวันนี้ ประเด็นดังกล่าวยังได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและความไร้ระเบียบอย่างมากในตลาดบ้านเรา