
กทม.เจอยำ'บีทีเอส'แถลงโต้เดือด!
สุดทน! เจอยำ "บีทีเอส" กทม.เปิดแถลงโต้ พร้อมเปิดสอบสัญญาแสนล้าน เตรียมร่อนสมุดปกขาวแจง เมินขอ มท.ไฟเขียวอนุมัติ โว พรบ.กทม.ให้อำนาจชัด ด้าน "สุขุมพันธุ์" เล็งซัดกลับปมการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 14 พ.ค. 55 นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมที่ปรึกษากฎหมายของกทม. และนายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ร่วมแถลงข่าวกรณีที่กทม.มอบหมายให้เคทีลงนามต่อสัญญาจ้างบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เดินรถไฟฟ้าระยะเวลา 30 ปี โดยนายธีระชน กล่าวว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้มอบหมายให้แถลงข่าว หลังจากเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งผู้ว่าฯกทม.ย้ำว่า กทม.พร้อมให้การตรวจสอบ
ส่วนประเด็นทางการเมืองนั้นทางผู้ว่าฯกทม.และโฆษกกทม.จะเป็นผู้แถลงเองทั้งหมด เพื่อคลายความสงสัยให้นักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่อยากจะเข้าบริหารกทม.ใจจะขาด ทั้งนี้ การจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า 30 ปี เป็นการยืนยันว่ากทม.จะไม่ได้ต่อสัญญาสัมปทานกับบีทีเอสซี เนื่องจากหากมีการให้ต่อสัญญาสัมปทาน บีทีเอสซีจะได้สัมปทานทันทีโดยไม่มีคู่แข่ง เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน ส่วนกรณีที่กทม.จ้างเคทีก็สามารถทำได้ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครรองรับ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า กทม.มีอำนาจในการว่าจ้างบริษัทเอกชนมาดูแลทรัพย์สิน ซึ่งการต่อสัญญาครั้งนี้ได้มีการศึกษารวมถึงผ่านความเห็นชอบจากสภากทม. ดังนั้น ยืนยันว่าการต่อสัญญากับบีทีเอสเพื่อที่ให้กทม.มีอำนาจในการควบคุมระบบรถไฟฟ้า และกำหนดอัตราค่าโดยสารได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนที่ใช้บริการในระยะยาว ซึ่งผู้ว่าฯกทม.ในอนาคตจะกำหนดค่าโดยสารได้เช่นกัน
"การจ้างเดินรถครั้งนี้ไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะการจ้างเป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ มาตรา 89 (8) ที่กทม.จ้างเคทีเพื่อว่าจ้างบีทีเอสซี เว้นแต่บีทีเอสซีประสงค์จะต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่งต้องแจ้ง กทม.ล่วงหน้า 5 ปี หรือไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนสัญญาจะสิ้นสุด ซึ่งกรณีนี้ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานข้อ 27 ซึ่งไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะผู้ว่าฯกทม.ไม่ต่อสัญญาสัมปทาน"นายธีระชน กล่าว
นายธีระชน กล่าวต่อว่า จากนี้กทม.ได้มอบหมายให้ทางสำนักกฎหมายและคดีทำหนังสือกฎหมายปกขาว ชี้แจงรายละเอียดของโครงการระบบขนส่งมวลชนทั้งหมด เพื่อมอบให้สภาผู้แทนราษฎร สภากทม.และสื่อมวลชนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ขอให้เรื่องนี้มีการคุยข้อเท็จจริง อย่านำเป็นประเด็นการเมืองทุกเรื่อง อยากให้ว่าการดำเนินการทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาและวิเคราะห์ทั้งหมด โดยจากนี้ตนอาจจะเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับกระทรวงคมนาคมด้วย แต่ถ้าเป็นประเด็นทางการเมือง ตนก็มีเรื่องอยากแฉมากเช่นกัน แต่ไม่ขอพูดเพราะกลัวประชาชนจะเบื่อหน่าย
ด้านนายอมร กล่าวว่า สำหรับค่าจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า 1.9 แสนล้านบาทในระยะเวลา 30 ปี ไม่ได้ตั้งขึ้นโดยพลการ เคทีได้เชิญสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และAsian Development Bank (ADB) มาประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งทางเคทีได้มีการเจรจาอย่างถึงที่สุดแล้ว ซึ่งถูกกว่าหลักสากลทั่วโลกประมาณ 1,800 ล้านบาท โดยในเงินจำนวนนี้บีทีเอสซียังต้องนำไปเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอีกมากมายตลอดระยะเวลา 30 ปี อาทิ ค่าบริหารจัดการเดินรถ ค่าจ้างพนักงาน ค่าบำรุงรักษาสินทรัพย์หรือระบบไม่ให้เสื่อมสภาพ ค่าจ้างบริษัทกลางดูแลการจัดเก็บค่าโดยสาร เป็นต้น
นายอมร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การต่อสัญญาในตอนนี้ กทม.มีอำนาจต่อรองสูงกว่าอีก 17 ปีที่รอให้หมดสัญญาสัมปทาน เพราะบีทีเอสมีความต้องการที่จะเดินรถอยู่แล้ว แต่ในอนาคตทางบีทีเอสอาจเดินรถในเส้นทางที่ยาวกว่าในปัจจุบัน ซึ่งทางบีทีเอสอาจจะต่อรองค่าจ้างที่อาจสูงกว่าตอนนี้หรืออาจคิดว่าไม่มีความจำเป็นมาเดินรถให้กทม.ในระยะทางสั้นๆ ก็ได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต จึงต้องต่อสัญญาตั้งแต่ตอนนี้ที่ยังมีเวลาเจรจา
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรอหมดสัญญาสัมปทานในอีก 17 ปี อาจได้ผู้รับจ้างเดินรถที่ถูกกว่าบีทีเอสหรือไม่ นายอมร กล่าวว่า เมื่อปี 2543 เคทีเคยร่างข้อกำหนดคุณสมบัติการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) เพื่อหาผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ไม่มีเอกชนสนใจ เพราะติดปัญหาการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง และต้องหาพื้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ที่ต้องเวนคืนพื้นที่ ซึ่งศูนย์ซ่อมบำรุงเป็นของบีทีเอสที่เช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ เช่นเดียวกันเมื่อหมดสัญญาสัมปทาน สิ่งที่จะตกเป็นของกทม.คือโครงสร้างที่เป็นเสา สถานี ทางเดินรถ ส่วนศูนย์ซ่อมฯ ต้องสร้างขึ้นเอง ดัวนั้นการจ้างบีทีเอสฯ จึงเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการสร้างใหม่และทำให้การเดินรถไม่สะดุด เพราะไม่ต้องหาพื้นที่สร้างศูนย์ซ่อมฯ เคทีจึงจำเป็นต้องจ้างบีทีเอส
"สัญญา 30 ปี เป็นการทำให้รถไฟฟ้ามีสภาพพร้อมใช้งานไปตลอด เพื่อความปลอดภัยในระบบ เพราะการหาผู้รับจ้างใหม่ในอนาคต อาจเกิดความเสี่ยง ไม่มีความพร้อม และมีการประเมินจากสถาบันที่ปรึกษาแล้วว่าการจ้างในระยะเวลา 30 ปีถูกกว่าสัญญาจ้าง 17 ปี ถึง 6,000 กว่าล้าน" นายอมร กล่าว



