
วาทกรรม 'ของแพง' ระวังจะ 'ดูเบา' ปัญหา หลงอยู่กับกลเกมการเมือง
ดูเหมือนปัญหาของแพง หรือสินค้าหลายอย่างราคาสูง ทั้งสินค้าเกษตรตามตลาดสด และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
ดูเหมือนปัญหาของแพง หรือสินค้าหลายอย่างราคาสูง ทั้งสินค้าเกษตรตามตลาดสด และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
กำลังจะถูก 'บดบัง' ความสำคัญ ด้วยการตอบโต้ทาง 'วาทกรรมทางการเมือง' มากกว่าใส่ใจในปัญหาทุกข์ร้อนที่แท้จริงเสียแล้ว
ปัญหาก็เนื่องจากการต่อสู้ทางการเมืองกันอย่างเอาเป็นเอาตายของ 'สองขั้ว' ขัดแย้งทางการเมือง คือ ขั้วรัฐบาลอำมาตย์ และรัฐบาลไพร่ (แดง) ที่หวังผลอย่างเดียวคือ ชัยชนะที่มีต่อคู่แข่ง มิใช่ 'ประโยชน์สูงสุดของประชาชน' อย่างที่กล่าวอ้าง
ทั้งนี้ ช่วงปลายรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยเผชิญปัญหานี้มาแล้วเช่นกัน
ขณะเกิดปัญหา สินค้าราคาแพงหลายชนิด ทั้งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ 'มะนาว' นอกนั้นก็มี ไข่ไก่ และน้ำมันปาล์มขาดตลาด นานนับเดือน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก
ในช่วงนั้นก็เหมือนกับในช่วงนี้ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ถูกเล่น 'วาทกรรมทางการเมือง' แทบจะรายวัน จากทีมงานพรรคเพื่อไทย โดยไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการอะไรออกมา เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ก็มักจะถูกตอบโต้ เย้ยหยัน เป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องไร้สาระ อย่างกรณี 'ไข่ชั่งกิโลขาย' เห็นได้ชัด
แต่เกมการสร้าง 'วาทกรรม' ทางการเมืองนั้น ทำให้มีปัญหาอยู่ไม่น้อย ตรงที่แทนที่จะทำให้เห็นปัญหาที่แท้จริง กลับเห็นแต่เกมการเมือง และสู้แต่ในเกมการเมือง
ทั้งนี้ ยังรวมถึงความพยายามที่จะนำไปปลุกเร้าในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย อย่างกรณี การเดินขบวนประท้วงที่บริเวณแยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็มีการเดินถือขนมปังฝรั่งเศสชูขึ้น แล้วตะโกนประท้วง "หากไม่มีขนมปัง ก็กินไข่ชั่งกิโลแทนสิ"
เลียนแบบการต่อสู้ของชาวตูนีเซีย ซึ่งมีเนื้อหาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ภายหลังพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ราชินีฝรั่งเศส พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจว่า "หากไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กแทนสิ"
ขณะเดียวกัน เมื่อพรรคฝ่ายค้าน 'เพื่อไทย' เตรียมที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ก็ไม่ต่างกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้ กล่าวคือ สวนดุสิตโพลล์ เผยผลสำรวจออกมาว่า ประชาชนอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การดูแล การควบคุมราคาสินค้า น้ำมัน น้ำมันพืช น้ำตาล มาเป็นอันดับแรก
และแน่นอน, ประเด็นปัญหาราคาสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มราคาแพง และขาดตลาด ถือเป็นประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ของพรรคเพื่อไทย ระหว่างวันที่ 15-18 มีนาคม 2554
กระนั้นแม้นายกฯ อภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี 9 คน จะสอบผ่านการชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่หาดใหญ่โพลล์ ยังสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 53.5 เห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์สอบตกเรื่องการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง อัตราเงินเฟ้อสูง
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว
เหมือนกับครั้งนี้ ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ก็ต้องการที่จะ 'เอาคืน' รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย กรณีของแพงเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากสินค้าหลายอย่างทยอยปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาผลผลิตขาดตลาด เพราะพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งได้รับความเสียหายจากเหตุมหาอุทกภัย และยังไม่ฟื้นตัวดี รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การปรับราคาสินค้าตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากมีกระแสข่าวปรับเงินเดือนราชการ รัฐวิสาหกิจ การมีนโยบายจบปริญญาตรี บรรจุราชการ 15,000 บาท รวมถึง นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ที่นำร่องไปแล้ว 7 จังหวัด ฯลฯ
ทั้งหลายเหล่านี้ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับที่ได้ผล หรือ 'เอาอยู่' และไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง อย่างไม่มีทางหลีกพ้น เพราะประชาชนสะท้อนผ่านผลสำรวจแทบทุกสำนักก็ว่าได้
เท่านั้นเอง 'วาทกรรม' ทางการเมือง 'แพงทั้งแผ่นดิน' โดยล้อเลียน สโลแกน 'แดงทั้งแผ่นดิน' ก็ถูกขึ้นป้ายโดยพรรคฝ่ายค้าน 'ประชาธิปัตย์' ทันควัน
ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แรกทีเดียวก็ทำท่าว่าจะเสียรังวัดไปเหมือนกัน ด้วยความที่ดูเบาปัญหา และไม่ใส่ใจในความเดือดร้อนของประชาชนเท่าที่ควร เพราะไป 'หลง' เล่นใน 'เกม' ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมุ่งตอบโต้ในทางการเมืองมากเกินไป แถมเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนี้ เป็น 'วาทกรรมทางการเมือง' ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลเท่านั้น
จนกระทั่งเสียงสะท้อนของประชาชนดังขึ้นไม่หยุด และสะท้อนผ่านสื่อแทบจะเป็นกระแสหลักในสังคมก็ว่าได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงตื่นจากที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า คนอาจคิดไปเอง หรือถึงขั้น รัฐมนตรีบางคน กล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ สร้าง 'วาทกรรมทางการเมือง' ขึ้นมาสะกดจิตประชาชน ด้วยการกล่าวย้ำ จนทำให้เห็นเป็นเรื่องจริง อะไรทำนองนั้น
และสุดท้าย ยิ่งลักษณ์ จึงสั่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่รับผิดชอบถึง 11 คน ให้ลงตรวจตลาด เพื่อหาข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีมาตรการแก้ปัญหาตามมาหลายอย่าง อย่างกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตรึงราคาสินค้า 4 เดือน และตรึงราคาพลังงาน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นต้น
นอกนั้นก็หนีไม่พ้น 'วาทกรรม' ตอบโต้ทางการเมือง ที่ถูกดิสเครดิตเรื่องนี้ เช่น การขึ้นสโลแกน 'ถูกทั้งแผ่นดิน' ด้วยนโยบาย 'ร้านถูกใจ' หรือโชวห่วยช่วยชาติ ที่ไม่ต่างจากการเปิด 'ร้านธงฟ้า' จำหน่ายข้าวแกงราคาถูก สินค้าราคาถูกของยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับผู้มีรายได้น้อย นั่นเอง
แต่ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือรัฐบาลเพื่อไทย จะรอดปากเหยี่ยวปากกา จาก 'เกม' ทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย เมื่อพรรคฝ่ายค้าน 'ประชาธิปัตย์' จ้อง 'เอาคืน' มานานแล้ว รวมถึงจองกฐินในวันที่ 1 สิงหาคม เอาไว้แล้วเช่นกัน (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) ในการที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ถามว่า ประเด็นของแพงอยู่ตรงไหน สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ ไม่ว่าใครก็ตามในเวลานี้ก็คือ 'ของแพงจริง' เพราะฉะนั้น ประเด็นก็คือ รัฐบาลจะต้องรีบเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด และสุดความสามารถ ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่บริหารประเทศ
ส่วนประเด็นทางการเมือง จะมี 'วาทกรรม' อะไรออกมาตอบโต้ฝ่ายค้าน หรือจะตั้งวอร์รูมอะไรขึ้นมาเดินเกมทางการเมือง ก็เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย และเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากันในสภาฯ ไม่ว่าจะถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ก็ตาม
ไม่เช่นนั้น บทเรียนของรัฐบาลอภิสิทธิ์สมัยที่แล้ว กรณีแก้ปัญหาของแพงไม่ได้ ก็ยังจะตามมาหลอกหลอน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และไม่มากก็น้อย เชื่อว่า การแก้ปัญหาของแพงไม่ได้นี่เอง ช่วยให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีวันนี้..น่ากลัวหรือยัง!?



