
ป้องกันอาชญากรรม
ป้องกันอาชญากรรม: วิถียุติธรรม โดยชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
ภัยอาชญากรรมถือเป็นภัยใกล้ตัวสำหรับทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือไกลออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือผู้สูงอายุ ทุกคนรู้ดีและเข้าใจความหมายของคำว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกันเป็นอย่างดี ปัญหาว่าเราจะดูแลป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมได้อย่างไรบ้าง
ในบ้านเราจะคุ้นเคยกับพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือมักจะเรียกกันย่อๆ ว่า รปภ. ซึ่งต้องถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการมีคนคอยระแวดระวังดูแลในลักษณะของการเฝ้ายามที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน แต่การทำงานของ รปภ.เป็นการทำงานที่ถือว่าจ้างกันส่วนตัว การทำงานไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น แม้พบว่ามีคนร้ายกำลังจะขโมยของก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับกุมแต่เพียงผู้เดียวจะต้องแจ้งตำรวจเข้าทำการจับกุม แม้ว่ากฎหมายจะให้อำนาจไว้กว้างๆ ว่าราษฎรอาจจับกุมคนร้ายสำหรับความผิดซึ่งหน้าได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย
กฎหมายที่ใช้กับ รปภ.โดยทั่วไปเป็นเพียงสัญญาจ้างลูกจ้างเหมือนพนักงานบริษัทห้างร้านธรรมดาทั่วไป การตรวจสอบข้อมูลประวัติส่วนตัวจึงเป็นปกติไม่มีกระบวนการเป็นพิเศษ การพัฒนาทักษะเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ หรือแม้แต่เรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชญากรรมก็ยังไม่เป็นระบบและไม่มีกฎหมายกำกับดูแล
บทบาทของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมร่วมกับตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นสิ่งที่ทำกันมานานแล้วไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาสาสมัครประเภทต่างๆ หรือทำหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้ช่วยของเจ้าหน้าที่และบางกลุ่มบางประเภทก็มีกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่ไว้แล้วก็ตาม แต่ตามสภาพสังคมปัจจุบันน่าจะได้มีการทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นระบบให้มากขึ้น โดยมุ่งประเด็นการยกระดับบทบาทของประชาชนให้ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยในแง่ของการป้องกันอาชญากรรมโดยเฉพาะมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันเพราะถือว่าเป็นการยกระดับวิถียุติธรรมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบงานด้านการป้องกันอาชญากรรมในระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
ระบบรักษาความสงบเรียบร้อยภาคพลเรือนเริ่มเป็นที่สนใจในแต่ละประเทศ แม้แต่ในประเทศไทยเราเองก็เริ่มมีคนพูดถึงเรื่องนี้แต่ยังไม่มากนัก โดยมักจะออกไปในทางยกระดับ รปภ.ที่มีอยู่ให้เป็นระบบ แต่ความจริงแล้วมีความแตกต่างกันมากทั้งในด้านกฎหมาย การบริหารจัดการและการพัฒนาทักษะ โดยระบบนี้จะมุ่งถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับผิดชอบชุมชนท้องถิ่นของตนเองในเรื่องของการพัฒนาชุมชนให้ปลอดจากอาชญากรรมในมุมมองของการป้องกันอาชญากรรมอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้างกับระบบอาสาสมัครป้องกันภัยที่มีอยู่ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันในแง่ของการมีส่วนร่วมของประชาชนแบบจิตอาสา แต่แตกต่างกันในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสาธารณะและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมทั้งการสรรหาบุคคลผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จะต้องมีการกำหนดคุณสมบัติและคุณลักษณะของบุคคลที่รัดกุม
ในยุคนี้การปราบปรามอาชญากรรมต้องถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ที่หนักหนาสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพราะเรียกได้ว่างานล้นมือและต้องทำงานแข่งกับเวลาและกลเม็ดเด็ดพรายของคนร้าย การยอมรับและพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยภาคพลเรือนจึงถือว่าเป็นวิถียุติธรรมยุคใหม่ที่มีความก้าวหน้าทันกับสมัยและเหตุการณ์ที่นับว่าเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาและหลากหลายรูปแบบ
การป้องกันอาชญากรรมควรเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องมีกฎหมายมากำกับดูแลและรองรับเพื่อการกำหนดมาตรฐานให้เกิดความชัดเจน มิใช่เป็นเพียงงานอาสาเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประชาธิปไตยโดยตรงเพื่อทดแทนความบกพร่องและไม่ทั่วถึงของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เป็นอยู่ซึ่งทำให้การเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง
วิถียุติธรรมกับประชาธิปไตยและการป้องกันอาชญากรรมแยกกันไม่ออกอย่างแน่นอน



